<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>MUAYCHAIYA.COM &#187; บทความ</title>
	<atom:link href="http://www.muaychaiya.com/tag/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.muaychaiya.com</link>
	<description>MUAY THAI CHAIYA SIAMYUTH CENTER</description>
	<lastBuildDate>Thu, 02 Feb 2012 15:45:59 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.2</generator>
		<item>
		<title>สืบสายวิชาจากครูทองสู่ครูแปรง ตอนที่ 1</title>
		<link>http://www.muaychaiya.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%87-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1/</link>
		<comments>http://www.muaychaiya.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%87-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 May 2011 16:59:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Terapak</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสารมวยไชยา]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูทอง]]></category>
		<category><![CDATA[ครูแปรง]]></category>
		<category><![CDATA[สืบสายวิชาจากครูทองสู่ครูแปรง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.muaychaiya.com/?p=488</guid>
		<description><![CDATA[สืบสายวิชาจากครูทองสู่ครูแปรง ตอนที่ 1 ต้นเหตุแรกเริ่มจากการสอนดาบที่ชมรมอาวุธไทยรามได้พบปะรุ่นน้องที่ได้ลองเข้าคู่ลงมวยกัน ภาพแห่งท่าจรดมวยที่แปลกตา ทำให้ครูแปรงชวนสงสัยและหวนคิดถึงเรื่องราวสายมวยโบราณที่ย้ำอยู่ในห้วงความคิดที่ว่า มวยโบราณนี้มีดีแท้เหตุไฉนเราถึงจักเรียนรู้ได้ เพราะกาลเวลาผ่านมานานเหลือเกินจะยังคงหลงเหลือถึงมือเราได้กระนั้นเหรอ เมื่อภาพความคิดประติดประต่อกับท่าจรดมวยโบราณจึงทำให้เค้าโครงความจริงปรากฏขึ้น จึงได้สอบถามและสืบเสาะได้ความว่าเป็นท่าจรดมวยของครูมวยท่านหนึ่ง นามว่า ครูทองหล่อ ยาเเละ ครั้นได้ถามตามสืบจึงใคร่อยากเป็นศิษย์อยากเรียนมวยด้วยจึงเดินทางไปยังบ้านครู ครั้งนั้นครูแปรงยังจำเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจนเมื่อต้องไปพบครูท่านครั้งแรกด้วยที่ว่า กว่าจะเข้าถึงนั้นต้องฝ่าฟันอย่างที่เขาว่า ฝ่าน้ำข้ามทะเลก็ไม่ปานเพราะช่วงนั้น น้ำท่วมใหญ่ทั้งที่รามและบริเวณบ้านทับช้างอันเป็นที่พำนักอาศัยครูผู้ประสาทวิชาผู้นี้ ตอนนั้นท่านเล่าว่า บริเวณที่ครูทองท่านอยู่อาศัยสมัยนั้นยังเป็นท้องนาน้ำยังคงท่วมอยู่ แม้ว่าแถวรามน้ำท่วมจะลดลงแล้วแต่ที่ทางเข้าบ้านท่านยังท่วมอยู่ลึกประมาณเอวได้ จึงต้องพายเรือกันเข้าไปต้องวิดน้ำออกครั้งแล้วครั้งเล่ากว่าจะถึงบ้านครูแถมยังมีรุ่นพี่ๆน้องๆ ตามกันมาอีกซักกระบวนหนึ่งประมาณได้ว่า สิบกว่าคนไอ้ที่ลงเรือได้ก็ว่ากันไปส่วนที่เหลือก็เฝ้าอีกฝั่งรอเพื่อนๆ ว่ากันอย่างนั้น เมื่อเข้าไปแล้วก็ได้กราบครูมอบตัวเป็นศิษย์เพื่อจะเรียนวิชา ท่าก็ให้รอน้ำลดลงเสียก่อนแล้วค่อยมาเรียนกัน ครูทองท่านก็ใจดีรับไว้ ครั้นเมื่อน้ำลดลงบริเวณบ้านครูทองท่านก็มีอาณาบริเวณสักประมาณหนึ่งไว้สำหรับซ้อมและเรียนมวย ซึ่งในขณะนั้นครูทองท่านเองก็มีลูกศิษย์ลูกหาที่มาเรียนมวยทั้งที่เป็นมวยคาดเชือกและมวยเวทีก็สอนกันอยู่บ้างแล้วจำนวนหนึ่ง เมื่อแรกเข้าไปเรียนมวยนั้นแต่เดิมครูทองท่านก็สอนเชิงชกมวยแบบเวทีที่ยุคนั้นนิยมกัน แต่เมื่อครูแปรงขอเรียนได้พูดกับครูทองท่านว่า อยากเรียนแบบอนุรักษ์แบบโบราณ ท่านก็ให้ยืนให้ย่อเข่าย่อขาแบบอย่างเรียนดาบ แล้วท่านก็ปรับก็แต่งให้ว่า การเรียนมวยขา เข่าต้องหันไปทางเดียวกันชี้ทิศชี้ทางเดียวกันไม่กว้างไปกว่าไหล่เราและท่านยังได้บอกอีกว่า รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ลองดี มันมีวิชากันจริงไหม ท่านก็ให้ทำท่ามวยซ้ำๆ อย่างนั้นเป็นชั่วโมงๆ เพื่อจะดูว่า พวกนี้มันมีวิชากันจริงหรือเปล่า ตั้งใจจริงกันไหม ท่านสั่งให้ทำท่ามวยแล้วท่านก็นั่งหลับไป นัยว่าลองเชิงลูกศิษย์เอาว่า มันจะสู้จริงอยากได้วิชาจริงหรือไม่ ครูแปรงท่านเองก็ว่า เคยได้ยินคนโบราณท่านว่า ครูบาอาจารย์ท่านลองดีมักทดสอบทดลองจิตใจศิษย์ ท่านเลยต้องทำอย่างที่ครูบอก จนครูทองท่านหลับตื่นอีกทีบ่ายสามโมง ท่านก็ยังมาเห็นว่า ครูแปรงก็ยังฝึกท่าเดิมๆ อยู่ก็ถามว่า ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="in_post_ad_top_1" style="margin: 5px;padding: 0px;"></div>
<p><a href="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2011/05/ครูมวยไชยา.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-489" title="ครูมวยไชยา ครูทอง ครูแปรง" src="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2011/05/ครูมวยไชยา-253x300.jpg" alt="ครูมวยไชยา ครูทอง ครูแปรง" width="253" height="300" /></a></p>
<h1 style="text-align: center;">สืบสายวิชาจากครูทองสู่ครูแปรง ตอนที่ 1</h1>
<p>ต้นเหตุแรกเริ่มจากการสอนดาบที่ชมรมอาวุธไทยรามได้พบปะรุ่นน้องที่ได้ลองเข้าคู่ลงมวยกัน ภาพแห่งท่าจรดมวยที่แปลกตา ทำให้ครูแปรงชวนสงสัยและหวนคิดถึงเรื่องราวสายมวยโบราณที่ย้ำอยู่ในห้วงความคิดที่ว่า มวยโบราณนี้มีดีแท้เหตุไฉนเราถึงจักเรียนรู้ได้ เพราะกาลเวลาผ่านมานานเหลือเกินจะยังคงหลงเหลือถึงมือเราได้กระนั้นเหรอ เมื่อภาพความคิดประติดประต่อกับท่าจรดมวยโบราณจึงทำให้เค้าโครงความจริงปรากฏขึ้น จึงได้สอบถามและสืบเสาะได้ความว่าเป็นท่าจรดมวยของครูมวยท่านหนึ่ง นามว่า ครูทองหล่อ ยาเเละ</p>
<p>ครั้นได้ถามตามสืบจึงใคร่อยากเป็นศิษย์อยากเรียนมวยด้วยจึงเดินทางไปยังบ้านครู ครั้งนั้นครูแปรงยังจำเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจนเมื่อต้องไปพบครูท่านครั้งแรกด้วยที่ว่า กว่าจะเข้าถึงนั้นต้องฝ่าฟันอย่างที่เขาว่า ฝ่าน้ำข้ามทะเลก็ไม่ปานเพราะช่วงนั้น น้ำท่วมใหญ่ทั้งที่รามและบริเวณบ้านทับช้างอันเป็นที่พำนักอาศัยครูผู้ประสาทวิชาผู้นี้ ตอนนั้นท่านเล่าว่า บริเวณที่ครูทองท่านอยู่อาศัยสมัยนั้นยังเป็นท้องนาน้ำยังคงท่วมอยู่ แม้ว่าแถวรามน้ำท่วมจะลดลงแล้วแต่ที่ทางเข้าบ้านท่านยังท่วมอยู่ลึกประมาณเอวได้ จึงต้องพายเรือกันเข้าไปต้องวิดน้ำออกครั้งแล้วครั้งเล่ากว่าจะถึงบ้านครูแถมยังมีรุ่นพี่ๆน้องๆ ตามกันมาอีกซักกระบวนหนึ่งประมาณได้ว่า สิบกว่าคนไอ้ที่ลงเรือได้ก็ว่ากันไปส่วนที่เหลือก็เฝ้าอีกฝั่งรอเพื่อนๆ ว่ากันอย่างนั้น เมื่อเข้าไปแล้วก็ได้กราบครูมอบตัวเป็นศิษย์เพื่อจะเรียนวิชา ท่าก็ให้รอน้ำลดลงเสียก่อนแล้วค่อยมาเรียนกัน ครูทองท่านก็ใจดีรับไว้</p>
<p>ครั้นเมื่อน้ำลดลงบริเวณบ้านครูทองท่านก็มีอาณาบริเวณสักประมาณหนึ่งไว้สำหรับซ้อมและเรียนมวย ซึ่งในขณะนั้นครูทองท่านเองก็มีลูกศิษย์ลูกหาที่มาเรียนมวยทั้งที่เป็นมวยคาดเชือกและมวยเวทีก็สอนกันอยู่บ้างแล้วจำนวนหนึ่ง เมื่อแรกเข้าไปเรียนมวยนั้นแต่เดิมครูทองท่านก็สอนเชิงชกมวยแบบเวทีที่ยุคนั้นนิยมกัน แต่เมื่อครูแปรงขอเรียนได้พูดกับครูทองท่านว่า อยากเรียนแบบอนุรักษ์แบบโบราณ ท่านก็ให้ยืนให้ย่อเข่าย่อขาแบบอย่างเรียนดาบ แล้วท่านก็ปรับก็แต่งให้ว่า การเรียนมวยขา เข่าต้องหันไปทางเดียวกันชี้ทิศชี้ทางเดียวกันไม่กว้างไปกว่าไหล่เราและท่านยังได้บอกอีกว่า รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ลองดี มันมีวิชากันจริงไหม ท่านก็ให้ทำท่ามวยซ้ำๆ อย่างนั้นเป็นชั่วโมงๆ เพื่อจะดูว่า พวกนี้มันมีวิชากันจริงหรือเปล่า ตั้งใจจริงกันไหม ท่านสั่งให้ทำท่ามวยแล้วท่านก็นั่งหลับไป นัยว่าลองเชิงลูกศิษย์เอาว่า มันจะสู้จริงอยากได้วิชาจริงหรือไม่</p>
<p><a href="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2011/05/บ้านครูทอง.jpg"><img class="size-full wp-image-490 aligncenter" title="บ้านครูทอง" src="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2011/05/บ้านครูทอง.jpg" alt="บ้านครูทอง" width="250" height="151" /></a></p>
<p>ครูแปรงท่านเองก็ว่า เคยได้ยินคนโบราณท่านว่า ครูบาอาจารย์ท่านลองดีมักทดสอบทดลองจิตใจศิษย์ ท่านเลยต้องทำอย่างที่ครูบอก จนครูทองท่านหลับตื่นอีกทีบ่ายสามโมง ท่านก็ยังมาเห็นว่า ครูแปรงก็ยังฝึกท่าเดิมๆ อยู่ก็ถามว่า เล่นแต่เช้ายังไม่เลิกอีกเหรอ ครูแปรงตอบท่านกลับไปว่า ครูให้ทำก็ทำไปก็ครูไม่ได้บอกให้หยุด ก็นับได้ว่าได้หยั่งเชิงลองภูมิครานั้น ครูทองท่านเลยชอบเพราะเป็นคนเอาจริงเอาจัง เวลาเรียนครูทองท่านเองก็จะสอนรวมๆ เอาทั้งหมดไม่ได้แบ่งแยกท่าแยกทางตามประสาเหมือนเมื่อสมัยนี้ เราเองก็ต้องจับประกอบประสานเก็บเล็กผสมน้อยจากครูท่าน ครูแปรงกล่าวว่า พอเวลาไปถึงก็ถามวิชา อย่างที่ว่าเมื่อเขาจับคอตีเข่าเราจะแก้อย่างไร ครูทองท่านก็ให้จับคอท่านแล้วก็ตีเข่า ท่านก็ยกศอกบัง ค้ำคอต่อยท้องบ้าง ปัดหมัดบ้าง จนครูแปรงท่านว่า มันแปลกมันมีมิติของการต่อสู้ที่น่าสนใจก็ร่ำเรียนกับท่านครูทองในรูปแบบนี้เสมอมา
<div style='clear:both'></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.muaychaiya.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%87-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทุ่มทับจับหัก โดย หมื่นมวยมีชื่อ</title>
		<link>http://www.muaychaiya.com/meun-muay-toom-tub-jub-huk/</link>
		<comments>http://www.muaychaiya.com/meun-muay-toom-tub-jub-huk/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 Jan 2011 02:06:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Terapak</dc:creator>
				<category><![CDATA[ครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[Muay boran]]></category>
		<category><![CDATA[muay chaiya]]></category>
		<category><![CDATA[muay chaiya fighter]]></category>
		<category><![CDATA[muay thai chaiya]]></category>
		<category><![CDATA[คาดเชือก]]></category>
		<category><![CDATA[มวยโบราณ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไชยา]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทย]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทยโบราณ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทยไชยา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.muaychaiya.com/?p=377</guid>
		<description><![CDATA[หมื่นมวยมีชื่อ ปล่อง จำนงทอง มวยคาดเชือก สายไชยา เขียนโดย ครูเขตร ศรียาภัย เมื่อ คราสมเด็จพระปิยมหาราช ได้เสด็จประพาสปักษ์ใต้นั้น ได้ทรงทอดพระเนตรการชกมวยอันเป็นการละเล่นที่ทางบ้านเมืองจัดถวาย และโดยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชได้ทรงสนพระทัยศึกษาเล่าเรียนวิชามวย ไทย กระบี่กระบอง และเพลงดาบจากปรมาจารย์ หลวงพลโยธานุโยค ครูมวยหลวง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการชกมวยในงานพระราชทานเพลิงพระศพ กรมขุนมรุพงศ์สิริพัฒน์ ณ ด้านใต้ของทุ่งพระเมรุ (ซึ่งต่อมาทางราชการได้มีประกาศให้เรียกว่าสนามหลวง) นักมวยที่เจ้าเมือง นำเข้ามาเพื่อแข่งขันหน้าพระที่นั่งในครั้งนั้น ล้วนมีฝีมือดีเยี่ยม โดยฝ่ายข้างเมืองไชยา พระยาไวยวุฒิวิเศษฤทธิ์(ครูขำ ศรียาภัย) เจ้าเมืองไชยา ได้นำนายปล่อง จำนงทอง ชาวบ้านหัววัว ตำบลเลม็ด เมืองไชยา มาประลองฝีมือ ได้คู่ชก กับนักมวยโคราช พวกเดียวกับนายแดง ไทยประเสริฐ (ต่อมาได้เป็นหมื่นชงัดเชิงชก) ซึ่งพระยาเหมสมาหาร เจ้าเมืองโคราชเป็นผู้นำมา เมื่อมีสัญญาณกลองให้เริ่มชกกันได้ นักมวยโคราชดูเหมือนจะคึกคะนองอย่างเชื่อมั่นในฝีมือ นายปล่องนักมวยไชยาทรุดตัวลงนั่งยองๆแบบเบญจางคประดิษฐ์ ซึ่งชาวพุทธถือว่าเป็นกิริยาการสักการะอย่างสูงสุด กระทำการกราบถวายบังคมพระเจ้าอยู่หัวแล้วค่อยๆคลานถอยหลังออกมาราว ๕ ก้าว ยืดตัวขึ้นยืนตรงหันหน้าสู่ทิศบูรพา อันเป็นทิศสถิตของครู ชายหางตาชำเลืองดูคู่ปรับ เพื่อหาจุดจบ ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="in_post_ad_top_1" style="margin: 5px;padding: 0px;"></div>
<p>หมื่นมวยมีชื่อ ปล่อง จำนงทอง มวยคาดเชือก สายไชยา เขียนโดย ครูเขตร ศรียาภัย</p>
<p>เมื่อ คราสมเด็จพระปิยมหาราช ได้เสด็จประพาสปักษ์ใต้นั้น  ได้ทรงทอดพระเนตรการชกมวยอันเป็นการละเล่นที่ทางบ้านเมืองจัดถวาย  และโดยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชได้ทรงสนพระทัยศึกษาเล่าเรียนวิชามวย ไทย กระบี่กระบอง และเพลงดาบจากปรมาจารย์ หลวงพลโยธานุโยค ครูมวยหลวง  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการชกมวยในงานพระราชทานเพลิงพระศพ  กรมขุนมรุพงศ์สิริพัฒน์ ณ ด้านใต้ของทุ่งพระเมรุ  (ซึ่งต่อมาทางราชการได้มีประกาศให้เรียกว่าสนามหลวง)</p>
<p>นักมวยที่เจ้าเมือง นำเข้ามาเพื่อแข่งขันหน้าพระที่นั่งในครั้งนั้น ล้วนมีฝีมือดีเยี่ยม  โดยฝ่ายข้างเมืองไชยา พระยาไวยวุฒิวิเศษฤทธิ์(ครูขำ ศรียาภัย)  เจ้าเมืองไชยา ได้นำนายปล่อง จำนงทอง ชาวบ้านหัววัว ตำบลเลม็ด เมืองไชยา  มาประลองฝีมือ ได้คู่ชก กับนักมวยโคราช พวกเดียวกับนายแดง ไทยประเสริฐ  (ต่อมาได้เป็นหมื่นชงัดเชิงชก) ซึ่งพระยาเหมสมาหาร  เจ้าเมืองโคราชเป็นผู้นำมา</p>
<p>เมื่อมีสัญญาณกลองให้เริ่มชกกันได้  นักมวยโคราชดูเหมือนจะคึกคะนองอย่างเชื่อมั่นในฝีมือ  นายปล่องนักมวยไชยาทรุดตัวลงนั่งยองๆแบบเบญจางคประดิษฐ์  ซึ่งชาวพุทธถือว่าเป็นกิริยาการสักการะอย่างสูงสุด  กระทำการกราบถวายบังคมพระเจ้าอยู่หัวแล้วค่อยๆคลานถอยหลังออกมาราว ๕ ก้าว  ยืดตัวขึ้นยืนตรงหันหน้าสู่ทิศบูรพา อันเป็นทิศสถิตของครู  ชายหางตาชำเลืองดูคู่ปรับ เพื่อหาจุดจบ</p>
<p>นายปล่อง จำนงทอง  ยกหมัดขวาขึ้นช้าๆ ใช้นิ้วขึ้นแตะจมูกเพื่อสอบปราณ  อาราธนาคุณผ้าประเจียดรัดแขนของพระอาจารย์หลวงพ่อปลัดชุ่ม เจ้าอาวาสวัดอุดม  และหลวงพ่อมา เจ้าอาวาสวัดทุ่งจับช้าง ระหว่างที่นายปล่อง  กำลังร่ายรำด้วยท่าชักช้าอยู่นั้น  นักมวยโคราชถือว่าได้มีสัญญาณให้ชกต่อยกันได้แล้ว จึงก้าวพรวดๆ  ตวัดด้วยตีนขวาตามถนัด  แม้นายปล่องจะไหวตัวทันและผงะหงายหน้าออกห่างก็ไม่สำเร็จ  ปลายตีนปฏิปักษ์ปะทะเข้าเหนือขมับ นายปล่อง มือตกตาลอย หงายหลังดิ้นเร่าๆ  อยู่กับพื้นสนาม นักมวยโคราชกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ  ถอยออกรำเยาะเย้ยอยู่ห่างๆ ประชาชนบางคนตะโกนเชิงคัดค้าน  แต่บางคนเห็นสมควรเพราะกรรมการได้ลั่นกลองสัญญาณให้คู่ต่อสู้ตีกันได้แล้ว  มวยไชยา อยากเซ่อซ่าเองต่างหาก</p>
<p>นายปล่อง จำนงทอง ถูกประคองเข้าพุ่ม  (ที่พักให้น้ำนักมวยสมัยก่อน)  การต่อสู้ต้องชะงักลงชั่วคราวโดยให้นักมวยคู่อื่นชกต่อยกันแทนตามประเพณี  นายปล่อง ได้รับการปัดเป่านวดเฟ้นจนรู้สึกตัวและลืมตา  คุณพ่อของผู้เขียนซึ่งมีสีหน้าทุกข์ร้อนตลอดเวลา เข้ามากระซิบถามนายปล่อง  จำนงทอง ว่าจะยอมแพ้หรือสู้เขาต่อไป นายปล่องตอบทันควันว่า  “จะขอสู้จนตายคาตีน” (ฟ้าเมืองไทย ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๓๐๑ วันพฤหัสบดีที่ ๒๖  ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗)</p>
<p>คุณพ่อยิ้มออก เมื่อได้ยินคำนายปล่อง  เอื้อมมือลูบก้านคอลูกศิษย์ตัวโปรดชี้จุดมรณะพลางปลอบใจที่ไม่เสียแรงเกิด ใกล้แดนน้ำเค็ม พร้อมกระซิบข้างหูให้ “จับหัก”  อันเป็นกระบวนแม้ไม้กลในสาขาวิชามวยไทย</p>
<p>เมื่อเริ่มต้นการชกนายปล่อง  จ้องเขม็งไปยังร่างคู่ปรับอย่างไม่กระพริบตา ยกหมัดครู  ตามแบบฉบับการไหว้ครูอย่างย่อของมวยปักษ์ใต้ ด้วยความระมัดระวัง  เพื่อมิให้เสียทีซ้ำสอง บรรจงย่างสามขุมคลุมแดนยักษ์ เริ่มการต่อสู้แบบ  “ยอมตายคาตีน” ย่อตัวลงต่ำ สั่นหัวดิกๆ ทำทีตุปัดตุเป๋  คล้ายกับคนที่เพิ่งส่างเมา</p>
<p>นักมวยโคราชมองเขม้นดูอาการนักมวยไชยาที่ ยังฮึดสู้ มั่นใจและแปลกใจระคนกัน นายปล่อง ยอบตัวต่ำลงๆ  งอศอกพันหมัดซ้ายขวาสลับป้องกันด้านหน้าตลอดถึงชายโครง ค่อยๆ กระดิบๆ  ด้วยปลายนิ้วตีนเข้าหาปฏิปักษ์ในแดนอันตราย  ก่อความสนเท่ห์ลังเลใจให้แก่นักมวยโคราช  ซึ่งรอจังหวะพิฆาตคู่ปรับด้วยไม้สำคัญของชาวที่ราบสูง</p>
<p>เอาซี! เตะ! เตะ! เป็นเสียงตะโกนติดต่อจากรอบสนาม</p>
<p>ตีนที่เขย่งขยับสับเปลี่ยน พร้อมที่จะฟาดเปรี้ยงทุกขณะ จำต้องรอจังหวะเพื่อผลทีเดียวอยู่</p>
<p>นาย ปล่องเองก็ได้ยินเสียงเตือน อย่าย่อต่ำ! อย่าย่อต่ำ! เดี๋ยวตาย!  แต่ไม่ยอมฟังเสียง เพราะได้ตั้งใจยอมตายคาตีน ยิ่งประชิดเข้าไป  ตาจ้องจับบริเวณท้องน้อยตรงจุดหนึ่งในสามที่เรียกว่า “สุมนา” ตามตำราหมอนวด  กล้ามเนื้อแขนขาของนายปล่องดิ้นยุบยิบ  พร้อมที่จะปฏิบัติงานสำคัญทันทีทันใด</p>
<p>ปฏิปักษ์ชาวโคราชยิ่งสงสัยเชิงของคู่ต่อสู้ยิ่งขึ้น รัวแขนไขว้ป้องกันตีวงใน พร้อมที่จะดีดด้วยแข้งหากถูกจู่โจม<br />
นายปล่องคงชันเข่าซ้าย เคลื่อนตนเข้าแดนอันตรายหรือระยะตีนส่วนขาขวาเหยียดยาวทอดไปข้างหลังทำนอง “เสือลากหาง” ก่อนตะครุบเหยื่อ<br />
คู่ ต่อสู้ยังไม่เตะทั้งๆที่น่าจะทำได้ ประชาชนคนดูโห่เท่าไรก็โห่ไป  เมื่อยังไม่ได้ช่องเหมาะก็ยังไม่ทำ ซึ่งเป็นคำอบรมสั่งสอนของครูอาจารย์</p>
<p>ขณะ นี้หน้าของนายปล่อง อยู่ในระดับเข่าของปฏิปักษ์ และห่างจากตีนไม่ถึง ๒ ศอก  กัดฟันตัดสินใจครั้งสุดท้าย พลาดท่าก็หาม  นายปล่องรีบเอื้อมมือขวาปัดปลายขาซ้ายด้านนอกของคู่ต่อสู้</p>
<p>คนดูนิ่ง เงียบด้วยตกตะลึงที่เห็นมวยไชยา กล้าเสี่ยงอย่างบ้าบิ่น ทันทีทันใดนั้น  ตีนขวามหาประลัยก็ผลุดจากแหล่งสมดังคำพังเพย “ ตีนดีโคราช “  ซึ่งยังความขยั้นครั่นครามไว้แก่นักมวยต่างถิ่นทั่วๆไป</p>
<p>ในพริบตา เดียวกันนั้นเอง นายปล่อง จำนงทอง  รีบลากขาขวาเสือกพรวดไปข้างหน้าใต้หว่างขาปฏิปักษ์  งอศอกขวาไขว้แนบปลายคางจนหมัดขวาพาดปิดขมับเหนือหูซ้าย  ทะลึ่งลุกพลิกเหลี่ยม กระชากขาขวาผู้เตะเข้ามาชิดตัวจนปฏิปักษ์เสียหลัก  พร้อมกันนั้นก็กดหัวปฏิปักษ์ทิ่มลงกับพื้น แบบ “ หิรัญยักษ์ม้วนแผ่นดิน”  ก้านคอด้านหลังของนักมวยโคราชสัมผัสพื้น  โดยมีร่างกำยำนำด้วยศอกประกับเข่าของมวยไชยาทับลงไปบนหน้าอกและท้องน้อย  ท่ามกลางเสียงโห่ร้องก้องบริเวณโดยไม่ทราบว่าใครโห่ให้ฝ่ายไหน</p>
<p>ปราก ฎว่านายปล่อง เป็นฝ่ายลุกขึ้นก่อนส่วนปฏิปักษ์ยังคงนอนหงายหลับตาพริ้ม  จนพวกพี่เลี้ยงต้องช่วยกันหามเข้าพุ่ม(ที่พักให้น้ำ)  พยายามนวดเฟ้นแก้ไขด้วยความห่วงใย แต่นักมวยฝ่ายถูก “จับหัก” นอนคอเอียง  ไม่อาจลุกขึ้นชกแก้ตัว จนกระทั่งเวลาค่ำมวยเลิก</p>
<p>ด้วยชัยชนะอันเฉียบ พลันเหนือคู่ต่อสู้ และมีพระราชปรารภในหมู่ข้าราชบริพารใกล้ชิดว่า  “อ้ายนี่สำคัญ” นายปล่อง จำนงทอง จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นที่  “หมื่นมวยมีชื่อ”  พร้อมกับนักมวยเอกผู้พิชิตคนอื่นๆในโอกาสเดียวกันอีกสองท่านด้วย</p>
<p>ฝ่ายไชยาหรือมวยภาคใต้ในสมัยนั้น จึงได้นับถือกันว่า “การทุ่มทับจับหัก” เป็นขั้นอุดมศึกษาของวิชามวยไทย<br />
จาก มวยครั้งนี้ อำมาตย์เอก พระยาประวัติสุทธิกรณ์ (เจริญตุลยานนท์)  หัวหน้ากองบัญชี กรมนคราทร กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า  มวยหน้าที่นั่งครั้งรัชกาลที่ ๕  ซึ่งมวยไชยาถูกเตะชักแต่กลับเอาชนะมวยโคราชได้นั้น  ทำให้เกิดความตื่นเต้นเหลือขนาด ถึงอ้าปากค้าง  เพราะต่างฝ่ายต่างเปิดฉากใช้ไม้เด็ด ของครูอาจารย์ซึ่งยากนักจะได้เห็น<br />
( เขียนโดย ครูเขตร ศรียาภัย ลงใน นิตยสารฟ้าเมืองไทย ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๓๐๒ วันพฤหัสบดีที่ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๘)
<div style='clear:both'></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.muaychaiya.com/meun-muay-toom-tub-jub-huk/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตำนานมวยไชยา หมื่นมวยมีชื่อ</title>
		<link>http://www.muaychaiya.com/muen-muay-mee-chue/</link>
		<comments>http://www.muaychaiya.com/muen-muay-mee-chue/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 02 Jan 2011 18:22:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Terapak</dc:creator>
				<category><![CDATA[ครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[kadchuek]]></category>
		<category><![CDATA[Muay boran]]></category>
		<category><![CDATA[muay chaiya fighter]]></category>
		<category><![CDATA[muay thai]]></category>
		<category><![CDATA[muen muay mee chue]]></category>
		<category><![CDATA[มวยโบราณ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไชยา]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทย]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทยโบราณ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทยไชยา]]></category>
		<category><![CDATA[หมื่นมวยมีชื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.muaychaiya.com/?p=371</guid>
		<description><![CDATA[นายปล่อง จำนงทอง เป็นลูกศิษย์ (มวย) เจ้าเมืองไชยา (เมื่อครั้งหัวเมืองขึ้นกับกระทรวงกลาโหม) คือพระยาวัยวุฒิวิเศษฤทธิ์ (ขำ ศรียาภัย) ซึ่งต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาวจีสัตยารักษ์ เป็นนักมวยที่มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ 5 จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ หมื่นมวยมีชื่อ ประวัติ นายปล่อง จำนงทอง เป็นคนบ้านหัววัว ตำบลเลม็ดโดย กำเนิด ลักษณะของท่านเป็นคนสันทัดคน หน้ากว้าง คางเรียว จมูกแหลมงุ้ม ผมหยักศกเล็กน้อย แผงอกใหญ่ แขนใหญ่ ข้อมือเล็ก น่องเล็ก ผิวค่อนไปข้างขาว แต่มีตบะน่าเกรงขาม ไม่ดุแต่คนกลัว ดูรูปร่างแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนที่มีความรวดเร็วและว่องไว เพราะการฝึกหัดศิษย์ท่านมีความรวดเร็วเหนือลักษณะรูปร่างเป็นอันมาก ไม่ว่าลูกศิษย์จะทำอะไรลูกไม้มวยแบบไหน ท่านสามารถที่จะปิดป้องได้จนหมดสิ้น นายปล่อง จำนงทอง ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าจากสมเด็จพระปิยะมหาราช รัชกาลที่ 5 ให้เป็น หมื่นมวยมีชื่อ เพราะได้เป็นผู้พิชิตมายฝีมือดี ลูกศิษย์พระเหมสมาหาร เจ้าเมืองโคราช โดยทำการต่อสู้ กันในงานเมรุกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ณ ท้องทุ่งสุเมรุด้านใกล้ๆกับป้อมเผด็จดัสกร ก็โปรดเกล้าฯ ให้นักมวยฝีไม้ลายมือดีชกชนะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ (ข้าราชการชั้นประทวน) “ ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="in_post_ad_top_1" style="margin: 5px;padding: 0px;"></div>
<p><a href="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2011/01/Legend6.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-373" title="หมื่นมวยมีชื่อ" src="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2011/01/Legend6-104x300.jpg" alt="" width="104" height="300" /></a></p>
<p>นายปล่อง จำนงทอง เป็นลูกศิษย์ (มวย) เจ้าเมืองไชยา (เมื่อครั้งหัวเมืองขึ้นกับกระทรวงกลาโหม) คือพระยาวัยวุฒิวิเศษฤทธิ์ (ขำ  ศรียาภัย) ซึ่งต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาวจีสัตยารักษ์  เป็นนักมวยที่มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ 5 จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ หมื่นมวยมีชื่อ</p>
<h5>ประวัติ</h5>
<p>นายปล่อง จำนงทอง เป็นคนบ้านหัววัว ตำบลเลม็ดโดย กำเนิด  ลักษณะของท่านเป็นคนสันทัดคน หน้ากว้าง คางเรียว จมูกแหลมงุ้ม   ผมหยักศกเล็กน้อย แผงอกใหญ่ แขนใหญ่ ข้อมือเล็ก น่องเล็ก ผิวค่อนไปข้างขาว   แต่มีตบะน่าเกรงขาม ไม่ดุแต่คนกลัว   ดูรูปร่างแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนที่มีความรวดเร็วและว่องไว   เพราะการฝึกหัดศิษย์ท่านมีความรวดเร็วเหนือลักษณะรูปร่างเป็นอันมาก   ไม่ว่าลูกศิษย์จะทำอะไรลูกไม้มวยแบบไหน ท่านสามารถที่จะปิดป้องได้จนหมดสิ้น</p>
<p>นายปล่อง จำนงทอง ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าจากสมเด็จพระปิยะมหาราช รัชกาลที่ 5 ให้เป็น <strong>หมื่นมวยมีชื่อ</strong> เพราะได้เป็นผู้พิชิตมายฝีมือดี ลูกศิษย์พระเหมสมาหาร เจ้าเมืองโคราช   โดยทำการต่อสู้ กันในงานเมรุกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ณ   ท้องทุ่งสุเมรุด้านใกล้ๆกับป้อมเผด็จดัสกร ก็โปรดเกล้าฯ   ให้นักมวยฝีไม้ลายมือดีชกชนะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่   (ข้าราชการชั้นประทวน) “ หมื่นมวยมีชื่อ” (ปลอง จำนงทอง) เป็นนักมวยจากไชยา   และ “หมื่นมือแม่นหมัด” แห่งบ้านทะเลชุบศร จังหวัดลพบุรี  กับอีกผู้หนึ่งได้เป็น หมื่นชงัดเชิงชก (แดง ไทยประเสริฐ) แห่งเมืองโคราช  หรือนครราชสีมา   ข้าราชการชั้นประทวนทั้งสามท่านนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯไม่ต้อง  เสียส่วยสาอากร   แม้กระทั่งทำความผิดก็ให้กรมการบ้านเมืองพิจารณาลดหย่อนผ่อนโทษ ตามสมควร   นับเป็นความภูมิใจของคนทั้งเมืองไชยาและลูกหลานของตระกูล “จำนงทอง”   ที่นายปลอง จำนงทอง   ได้เป็นตัวแทนของคนไชยาและได้นำเกียรติประวัติอันสูงส่งมาสู่เมืองไชยา</p>
<p>กล่าว กันว่าท่านเป็นคนหนังเหนียว   ครั้งชกมวยหน้าพระที่นั่งและได้ตำแหน่งหมื่นกลับมานั้น   ท่านถูกชกถูกบริเวณใต้ตาซ้าย มีอาการเขียวคล้ำอย่างมากแต่ไม่แตก   จากความเป็นคนสู้คน กรรมการและพรรคพวกบอกให้ยอมแพ้   แต่ท่านคิดว่าถ้าแพ้ขอตายหน้าพระที่นั่ง จนการต่อสู้จบลงด้วยชัยชนะ   และจากการต่อสู้ครั้งนี้เอง ที่ทำให้ท่านเป็นรอยเขียวช้ำจนตลอดชีวิต   แม้ตอนที่เสียชีวิตรอยเขียวช้ำนั้นจะจางหายไปบ้างแล้วก็ตามนอกจาการต่อสู้ใน  ครั้งนั้นแล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งคือ   ตอนที่ท่านนำนักมวยไปชกในงานรับเสด็จรัชกาลที่ 6 ที่บนควนท่าข้าม   อำเภอพุนพิน ตอนขากลับท่านได้รับอุบัติเหตุคือ เรือใบถูกลมพัดจัด   เสาใบหักลงตีศีรษะของท่านเป็นรอยบุ๋มทุกคนในเรือคิดว่าท่านศีรษะต้องแตก   แต่เมื่อท่านเปิดมือที่กุมหัวให้ดู ทุกคนก็เห็นว่าไม่มีเลือดไหลออกมาเลย   นอกจากจะเห็นศีรษะของท่านเป็นรอยบุ๋มลง   และจากอุบัติเหตุครั้งนี้เองที่ทำให้ท่านกลายเป็นคนที่หูค่อนข้างตึงไปเล็ก  น้อย</p>
<h4>การฝึกมวย</h4>
<p>การฝึกมวยให้กับศิษย์ของท่าน  ส่วนใหญ่ท่านจะคอยนั่งดูและจะแนะนำให้นอกจากจะไม่พอใจเท่านั้นท่านจึงจะลงมา สวมนวมซ้อมให้เอง แต่ไม่ค่อยมีใครกล้าซ้อมกับท่าน  เพราะการซ้อมกับท่านต้องทำจริงโดยท่านจะเป็นผู้แสดงวิธีแก้ลูกไม้มวยแต่ละ อย่างให้พร้อมทั้งการจู่โจมเข้าทำ  เนื่องจากท่านเป็นคนที่มีความรวดเร็วในการเข้าออกในการต่อสู้  รวมทั้งเข้ามวยได้ทั้งซ้ายและขวา ลูกศิษย์ของท่านต้องเข้ามวยได้ทั้งสองข้าง  ถ้าใครเข้ามวยเพียงด้านเดียวแล้ว ส่วนใหญ่จะได้รับการฝึกเป็นพิเศษ  จนบางครั้งต้องเป็นอันตรายก็มี เช่น นายนุ้ย อักษรชื่น  เป็นแผลเป็นที่หน้าแข้งยาว เกือบ 2 นิ้วมาจนทุกวันนี้ นายรับ  เมืองคล้ายหน้าแข้งยังบวมปูดอยู่จนทุกวันนี้ ก็เพราะลูก “ฉุด”  (การใช้นิ้วเท้าเตะไปที่หน้าแข้ง)  จากการฝึกหัดที่อาจจะเจ็บตัวกว่าการที่ชกจริง  ทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้าลงนวมซ้อมกับท่าน เคยมีครั้งหนึ่งท่านไม่พอใจในการฝึก  ถึงมาลงนวม เพื่อซ้อมให้  ปรากฏว่าหลานชายต้องกระโดดน้ำหนีทั้งๆที่ยังสวมนวมอยู่ แต่เมื่อท่านไม่อยู่  ผู้ที่ควบคุมการฝึกซ้อมได้แก่ นางอาบ ลูกสาวคนโต  ถึงแม้ลูกๆของท่านจะเป็นผู้หญิงแทบทั้งหมด  แต่ท่านยังฝึกมวยให้สำหรับลูกที่สนใจ อย่างเช่นนางอาบและนางปราง เป็นต้น</p>
<h5>ชีวิตครอบครัว</h5>
<p>หมื่นมวยมีชื่อมีชื่อเสียงปรากฏว่าเป็นคนเจ้าชู้คนหนึ่ง  เพราะนอกจากภรรยาทั้งสามคนแล้ว  การไปไหนโดยเฉพาะการนำมวยไปชกที่งานเฉลิมฯที่บ้านดอน  ทุกครั้งต้องมีลูกสาวคนโตติดตามไปด้วยเพื่อเป็นการป้องกัน  แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามเมื่อท่านเสียชีวิตแล้วก็มีลูกๆจากในบาง (อำเภอเมือง)  ติดตามมาหาพ่อก็หลายคน</p>
<p>หมื่นมวยมีชื่อ ท่านได้เสียชีวิตลงอย่างสงบ  ที่บ้านของท่านเองเมื่ออายุได้ 60 ปี เศษ มีการจัดงานศพถึง 9 คืน  ซึ่งนับได้ว่าเป็นศพแรกของไชยาก็ว่าได้ที่ทำบุญงานศพนานถึงเพียงนั้น  และในวันเผาศพก็มีการชกมวยของบรรดาศิษย์เป็นการบูชาครูครั้งสุดท้ายอย่างมาก มาย</p>
<p>หมื่นมวยมีชื่อมีทายาทสืบสกุลดังต่อไปนี้ คือ</p>
<h5>ทายาทที่เกิดจากแม่หอย</h5>
<ul>
<li>นางอาบ คงคล้ำ อายุ 91 ปี บ้านเลขที่ 38 หมู่ที่ 1 ตำบลเวียง อำเภอไชยา</li>
<li>นางพร้อย จำนงทอง อายุ 87 ปี บ้านเลขที่ 120 หมู่ที่ 4 ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา</li>
<li>นางปราง ศักดิ์เพชร อายุ 85 ปี หมู่ที่ 40 ตำบลเวียง อำเภอไชยา</li>
<li>นางปริง (ถึงแก่กรรมแล้ว)</li>
<li>นางอบ นิลเอี่ยม อายุ 78 ปี บ้านเลขที่ 121 หมู่ที่ 4 ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา</li>
</ul>
<h5>ทายาทที่เกิดจากแม่ช้อย</h5>
<ul>
<li>นางงอ เรืองเวช อายุ 75 ปี บ้านเลขที่ หมู่ที่ 4 ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา</li>
<li>นางเกลื้อน ศักดิ์เพชร อายุ ปี บ้านเลขที่ หมู่ที่ 4 ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา</li>
</ul>
<h5>ทายาทที่เกิดจากแม่จบ</h5>
<ul>
<li>นางพัน มุนเนียมอายุ ปี บ้านเลขที่ หมู่ที่ 5 ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา</li>
<li>นายจูด จำนงทอง (ถึงแก่กรรมแล้ว)</li>
</ul>
<div style='clear:both'></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.muaychaiya.com/muen-muay-mee-chue/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุณค่าของมวยไทย</title>
		<link>http://www.muaychaiya.com/value-of-muaythai/</link>
		<comments>http://www.muaychaiya.com/value-of-muaythai/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 23 Sep 2010 07:10:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Terapak</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูเขตร]]></category>
		<category><![CDATA[ครูแปรง]]></category>
		<category><![CDATA[ท่ามวย]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไชยา]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทย]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทยโบราณ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทยไชยา]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ไม้มวย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.muaychaiya.com/?p=320</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อนำคณิตศาสตร์มาคำนวณ จะพบท่ามวยนับหมื่น นับแสน ท่า โดย     รศ.ดร.ปรเมสฐ์ บุญศรี 17 กันยายน 2553 จะมีสักกี่คนที่ทราบว่า  มวยไทย  เป็นทั้งศิลปะและศาสตร์แห่งการต่อสู้ที่ประมาณค่ามิได้ ? คำพูดนี้หากผมเป็นผู้ที่ต้องตอบคำถามนี้ละก็    ผมคงตอบได้หลายมุมทีเดียว  และนี่คือคำตอบของผม คำตอบที่เห็นง่ายที่สุดและใกล้ตัวที่สุดคือ ราคาของมวยไทย คือ ราคาที่คนชนะพนันได้รับ  และราคาที่คนแพ้พนันเสีย ราคาของมวยไทย คือ ผลประโยชน์ ที่ค่ายมวยและนักมวยได้รับ ราคาของมวยไทย คือ ผลประโยชน์มหาศาลที่โปรโมเตอร์มวย และเจ้าของสนามมวยได้รับ ราคาของมวยไทย คือ ผลประโยชน์มหาศาลที่นักมวยมากฝีมือ   ไปตั้งค่ายมวยที่เมืองนอกกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าอย่างง่ายดาย แต่ที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดในทัศนะของผมคือ  ราคาของมวยไทย คือ ราคาของความเป็นอิสรภาพของคนไทยทุกคน และจากทัศนะนี้ จะเกิดคำถามตามมาคือ แล้วราคาของอิสรภาพ    ราคาเท่าไหร่ล่ะ? ลองตอบคำถามนี้ดู ว่า ท่านจะตอบว่าราคาเท่าไหร่ อยุธยาต้องส่งเครื่องราชบรรณาการให้พม่าเมื่อไทยเสียกรุงครั้งที่ 1 ในพ.ศ. 2112 ราคาเท่าไหร่ อยุธยาโดนเผาจนวอดวายราคาเท่าไหร่ การตกเป็นเบี้ยล่างของพม่า   โดนปล้นสะดม ทรัพย์ทั้งหมดที่หามาชั่วชีวิตของคนไทยตอนเสียกรุงครั้งที่ 2  ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="in_post_ad_top_1" style="margin: 5px;padding: 0px;"></div>
<p style="text-align: right;"><span style="color: #ff0000;"><strong>เมื่อนำคณิตศาสตร์มาคำนวณ จะพบท่ามวยนับหมื่น นับแสน ท่า</strong></span></p>
<p style="text-align: right;"><strong> </strong><strong> โดย     รศ.ดร.ปรเมสฐ์  บุญศรี</strong><strong> </strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong> 17 กันยายน 2553</strong><strong> </strong></p>
<p><span style="color: #ff0000;">จะมีสักกี่คนที่ทราบว่า  มวยไทย  เป็นทั้งศิลปะและศาสตร์แห่งการต่อสู้ที่ประมาณค่ามิได้ ?</span></p>
<p>คำพูดนี้หากผมเป็นผู้ที่ต้องตอบคำถามนี้ละก็    ผมคงตอบได้หลายมุมทีเดียว  และนี่คือคำตอบของผม</p>
<p>คำตอบที่เห็นง่ายที่สุดและใกล้ตัวที่สุดคือ ราคาของมวยไทย คือ ราคาที่คนชนะพนันได้รับ  และราคาที่คนแพ้พนันเสีย</p>
<p>ราคาของมวยไทย คือ ผลประโยชน์ ที่ค่ายมวยและนักมวยได้รับ</p>
<p>ราคาของมวยไทย คือ ผลประโยชน์มหาศาลที่โปรโมเตอร์มวย และเจ้าของสนามมวยได้รับ</p>
<p>ราคาของมวยไทย คือ ผลประโยชน์มหาศาลที่นักมวยมากฝีมือ   ไปตั้งค่ายมวยที่เมืองนอกกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าอย่างง่ายดาย</p>
<p>แต่ที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดในทัศนะของผมคือ  ราคาของมวยไทย คือ ราคาของความเป็นอิสรภาพของคนไทยทุกคน</p>
<p>และจากทัศนะนี้ จะเกิดคำถามตามมาคือ แล้วราคาของอิสรภาพ    ราคาเท่าไหร่ล่ะ?</p>
<p>ลองตอบคำถามนี้ดู ว่า ท่านจะตอบว่าราคาเท่าไหร่</p>
<p>อยุธยาต้องส่งเครื่องราชบรรณาการให้พม่าเมื่อไทยเสียกรุงครั้งที่ 1 ในพ.ศ. 2112 ราคาเท่าไหร่</p>
<p>อยุธยาโดนเผาจนวอดวายราคาเท่าไหร่</p>
<p>การตกเป็นเบี้ยล่างของพม่า   โดนปล้นสะดม ทรัพย์ทั้งหมดที่หามาชั่วชีวิตของคนไทยตอนเสียกรุงครั้งที่ 2  เมื่อ พ.ศ.2310 ราคาเท่าไหร่</p>
<p>การที่ผู้หญิงไทยโดนพม่าย่ำยี   ข่มขืน  นับไม่ถ้วน แล้วฆ่าทิ้ง    ราคาเท่าไหร่</p>
<p>ลองมองไปไกลกว่านั้นหน่อยเป็นไร</p>
<p>ราคาของทรัพยากรธรรมชาติที่ พม่า   อินเดีย    จีน  ต้องสูญเสียไปจากการกลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษ    ราคาเท่าไหร่</p>
<p>และราคาของพื้นที่ของประเทศไทยที่สูญไปจากฝีมือของอังกฤษ ฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5 ราคาเท่าไหร่</p>
<p>ถ้าทุกท่านได้คำตอบแล้ว    คำตอบนั้นก็แสดงถึงราคาของมวยไทย    เพราะมวยไทย คือ อาวุธหลักที่คนไทยใช้   นอกจากอาวุธที่เป็นอาวุธหลักอื่น ๆ เช่น ดาบ ปืน ปืนใหญ่  เมื่อกู้เอกราชที่สูญเสียไปทุกครั้งในอดีตที่ขมขื่นคืนมา</p>
<p>สรุปก็คือราคาของมวยไทยนั้น  ราคาประมาณค่าไม่ได้จริง ๆ เพราะ เกี่ยวข้องกับ ความสุขของชาติที่คนไทยในอดีตพยายาม   ห่วงแหนและรักษาไว้ให้ลูกหลานด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านมีรวมถึงชีวิตของท่าน</p>
<p><span style="color: #993300;">“อย่าให้มวยไทยไชยาตายไปพร้อมกับครู”</span> คำพูดสั้น ๆ ที่แฝงด้วยความเป็นห่วงกังวลของครูแปรงดังก้องกระทบโสตประสาทของผม</p>
<p>ผมจะตอบแทนบุญคุณของครูแปรงที่ประสิทธิ์ประสาทวิชามวยไทยไชยาและบรรพบุรุษครูมวยและเหล่าผู้กล้าในอดีตได้อย่างไร</p>
<p><span style="color: #ff0000;">“ถ้าผมเป็นครูแปรง   ผมจะทำอย่างไร?” </span></p>
<p>ผมถามคำถามนี้กับตนเอง    และคำตอบที่ได้รับคือหนทางหนึ่งที่มวยไทยจะไม่ตายไปพร้อมกับครูก็คือ    ถ้ามวยไทยมีหลักวิชาฝังรากลึกไว้ในแผ่นดินนี้เมื่อใด    ภูมิปัญญาของไทยก็จะอยู่ได้ต่อไป   ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีคนไทยในปัจจุบันคนใดสืบทอดเช่นในอดีตหรือไม่ก็ตาม    และหากสักวันหนึ่งลูกหลานของคนไทยอย่างน้อย 1 คนทุ่มเทชีวิตของเขาเพื่อเรียนสิ่งที่เราสั่งสอนและฝังรากลึกไว้เช่นเดียวกับครูแปรงได้ร่ำเรียนวิชามวยกับครูทอง   ครูทองได้ร่ำเรียนจากปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย  และอาจารย์ กิมเส็ง   แล้ว     มวยไทยแท้ ๆ ก็จะกลับมาเติบโตอีกครั้งได้อย่างแน่นอนในอนาคต    แต่หากยังไม่มีผู้ใดทุ่มเทฝึกฝน  ความรู้นี้จะนอนสงบนิ่งอย่างเงียบ ๆ รอคอย  ผู้ที่คู่ควร มาเปิดอ่านฝึกฝน ราวกับพูดว่า หากความมุ่งมั่นของเจ้ามากพอ (ฉันทะ) ความเพียรของเจ้าเหลือเฟือ(วิริยะ)  สมาธิของเจ้าจดจ่อ(จิตตะ) และค้นคว้าความรู้ที่ครูได้ปูรากฐานไว้ (วิมังสา)   ความสำเร็จที่เจ้าใฝ่ฝันก็อยู่แค่เอื้อม</p>
<p>ตัวอย่างที่เห็นง่าย ๆ ในปัจจุบันคือ   มวยไทยโบราณที่วาดลวดลายบนจอภาพยนตร์ด้วยผลงานของ จาพนม ยีรัม  ของคนไทย หรือโทนี จา  ของคนทั้งโลก</p>
<p><span style="color: #00ccff;">“มวยไทยเรียนไม่รู้จบ”</span> คำพูดของปรมาจารย์เขตร ซึ่งสืบทอดมาจนถึงครูแปรง ประโยคนี้หากมองโลกในแง่ร้าย ก็จะได้คำตอบง่าย ๆ ว่า เป็นราคาคุย    แต่ในทางตรงข้ามหากมองโลก 2 ด้าน ก็จะเกิดคำถามว่า  ทำไมอัจฉริยบุคคลของไทยในอดีตจึงกล่าวคำนี้อย่างมั่นใจไม่ลังเลเช่นเดียวกับครูแปรงผู้รักมวยไทยเช่นเดียวกับชีวิตของท่าน   เป็นไปไม่ได้ที่บุคคลผู้เป็นอัจฉริยะจะพูดสิ่งที่ตื้นเขินให้ลึกซึ้ง หรือโฆษณาชวนเชื่อ</p>
<p>หากกล่าวแบบสามัญคนที่ไม่ศึกษา  มวยไทยแล้วไซร้  จะพบว่า มวยไทยสามารถต่อยตีได้ทั้งหมด คือ  25 วิธี เท่านั้น   กล่าวคือ  นาย ก  สามารถจู่โจมนาย ข  ได้ทั้งหมด 5 วิธี คือ นาย ก ใช้ อาวุธ 5 อย่างของตนคือ หมัด  เท้า เข่า ศอก  หัว ในทำนองเดียวกัน นาย ข ก็สามารถใช้ อาวุธ 5 อย่างของตนคือ หมัด  เท้า เข่า ศอก  หัว ตอบโต้ การต่อยตี ของนาย ก  ดังนั้น เมื่อนำ อาวุธทั้งหมด มาจับคู่กันจะพบว่า จับคู่ได้ 25 วิธีคือ</p>
<p><a href="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2010/09/muaythai-attack1.png"><img class="aligncenter size-medium wp-image-333" title="muaythai attack" src="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2010/09/muaythai-attack1-269x300.png" alt="" width="269" height="300" /></a></p>
<p>ลองพิจารณาลึกลงไปเป็นลำดับ ๆ จะพบความลุ่มลึกของมวยไทยขึ้นเรื่อย ๆ</p>
<p>ง่ายที่สุดลองแบ่งการต่อยตี ออกเป็น 4 ส่วน คือ 1. ป้องกัน 2.โจมตี 3.ติดตาม และ 4.ซ้ำเติม ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาที่บุรพาจารย์สั่งสอนไว้เพิ่มเข้ามาอีก</p>
<p>ตารางที่ 2แสดงความเป็นไปได้ที่นาย ก และ ข จะต่อยตีกันและกัน โดยแบ่งเป็นวิธีการของนาย ข เป็น 4 ส่วน คือ 1.ป้องกัน 2.โจมตี 3. ติดตาม 4. ซ้ำเติม</p>
<p><a href="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2010/09/muaythai-attack2.png"><img class="aligncenter size-medium wp-image-334" title="muaythai attack 2" src="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2010/09/muaythai-attack2-228x300.png" alt="" width="228" height="300" /></a></p>
<p>จากตารางที่ 2 จะเห็นว่า</p>
<p>(1) นาย ข สามารถป้องกันการต่อยตีของ นาย 5 ได้ 5 แบบ คือ หมัดเท้า- เข่า- ศอก- หัว</p>
<p>(2) นาย ข สามารถโจมตีการต่อยตีของ นาย ก ได้อีกคิดเป็น 5&#215;5=25 แบบ คือ</p>
<p>(2.1) ป้องกันด้วยหมัด  โจมตีด้วย หมัด-หรือเท้า- หรือเข่า- หรือศอก- หรือหัว  (1&#215;5=5 วิธี)                (2.2)ป้องกันด้วยเท้า  โจมตีด้วย หมัด-หรือเท้า- หรือเข่า- หรือศอก- หรือหัว  (1&#215;5=5 วิธี)  (2.3)ป้องกันด้วยเข่า  โจมตีด้วย หมัด-หรือเท้า- หรือเข่า- หรือศอก- หรือหัว  (1&#215;5=5 วิธี)  (2.4)ป้องกันด้วยศอก  โจมตีด้วย หมัด-หรือเท้า- หรือเข่า- หรือศอก- หรือหัว  (1&#215;5=5 วิธี)          (2.5) ป้องกันด้วยหัว  โจมตีด้วย หมัด-หรือเท้า- หรือเข่า- หรือศอก- หรือหัว  (1&#215;5=5 วิธี)</p>
<p>หลังการโจมตีแล้ว   นาย ข ก็สามารถ “ติดตาม”  ต่อยตีของ นาย ก ได้อีกคิดเป็น 5x5x5=125 แบบ  เช่น</p>
<p>(2.1.1) ป้องกันด้วยหมัด  โจมตีด้วย หมัด  และติดตามด้วยหมัด</p>
<p>(2.1.2) ป้องกันด้วยหมัด  โจมตีด้วย หมัด  และติดตามด้วยเท้า</p>
<p>(2.1.3) ป้องกันด้วยหมัด  โจมตีด้วย หมัด  และติดตามด้วยเข่า</p>
<p>(2.1.4) ป้องกันด้วยหมัด  โจมตีด้วย หมัด  และติดตามด้วยศอก</p>
<p>(2.1.5) ป้องกันด้วยหมัด  โจมตีด้วย หมัด  และติดตามด้วยหัว</p>
<p>หลังการโจมตี และติดตามแล้ว   นาย ข ก็สามารถ “ซ้ำเติม”  ต่อยตี นาย ก ได้อีกคิดเป็น 5x5x5x5=625 แบบ  เช่น</p>
<p>(2.1.1.1) ป้องกันด้วยหมัด  โจมตีด้วย หมัด  และ ติดตามด้วยหมัด อีกทั้ง ซ้ำเติมด้วย หมัด</p>
<p>(2.1.1.2) ป้องกันด้วยหมัด  โจมตีด้วย หมัด  และ ติดตามด้วยหมัด อีกทั้ง ซ้ำเติมด้วย เท้า</p>
<p>(2.1.1.3) ป้องกันด้วยหมัด  โจมตีด้วย หมัด  และ ติดตามด้วยหมัด อีกทั้ง ซ้ำเติมด้วย  เข่า</p>
<p>(2.1.1.4) ป้องกันด้วยหมัด  โจมตีด้วย หมัด  และ ติดตามด้วยหมัด อีกทั้ง ซ้ำเติมด้วย ศอก</p>
<p>(2.1.1.5) ป้องกันด้วยหมัด  โจมตีด้วย หมัด  และ ติดตามด้วยหมัด อีกทั้ง ซ้ำเติมด้วย หัว</p>
<p>จากตัวอย่างจะเห็นว่า มวยไทยที่ดูผิวเผิน จำนวนวิธีเข้าต่อยตีกันและกัน   หาได้หยาบที่สุดจาก 1. วิธีการต่อยตีทางด้าน นาย ก  (5 วิธี) และ 2. วิธีการต่อยตีทางด้าน นาย ข  (อีก 5 วิธี)   ซึ่งสรุปได้เป็นครั้งที่ 1 คือ 5&#215;5 = 25 วิธี</p>
<p>แต่หากนำวิธีการต่อยตีทางด้าน นาย ก  (5 วิธี) มาคิด  แต่พิจารณาขยายวิธีการของ นาย ข จาก 5 วิธี เป็น 25 วิธี  (ป้องกันและโจมตี = 2 ขั้น ) หรือ 125 วิธี (ป้องกันโจมตีและติดตาม = 3 ขั้น)  หรือ 625 วิธี (ป้องกันโจมตีติดตามและซ้ำเติม = 4 ขั้น) แล้ว     (ในทางวิชาการเรียก วิธีการเชิงพลวัตร หรือ ภาษาอังกฤษใช้ dynamic approach) จะสามารถสรุปใหม่เป็นครั้งที่ 2 คือ</p>
<p>(1)       5&#215;25    = 125    วิธี  (นาย ก และนาย ข ป้องกัน-และโจมตี = 2 ขั้น )  หรือ</p>
<p>(2)       5&#215;125  = 625    วิธี  (นาย ก และนาย ข ป้องกัน-โจมตี -และติดตาม= 3 ขั้น ) หรือ</p>
<p>(3)       5&#215;625  = 3,125 วิธี  (นาย ก และนาย ข ป้องกัน-โจมตี-ติดตาม-และซ้ำเติม= 4 ขั้น )</p>
<p>จากพื้นฐานนี้ จะเห็นว่า มวยไทยหากสามารถ รับรุก หรือรุกรับ อย่างละเอียดขึ้น ความซับซ้อนก็จะมากเป็นเงาตามตัว   คำกล่าวผิวเผินที่ว่า มวยไทย  ไม่เห็นมีอะไร  อาจสะท้อนวิธีการมอง วิธีการคิด ของผู้พูดได้ว่า ตื้นหรือลึก  เช่นไร</p>
<p>แต่มวยไทยกลับไม่ง่ายเพียงแค่การแสดงท่ามวยออกได้ เพียง 125 ถึง 3125 วิธีเท่านั้น   ลองมาพิจารณากันต่อไปทำไมปรมาจารย์เขตร และครูแปรงจึงพูดไว้ตรงกัน ว่า “มวยไทยเรียนได้ไม่จบ”</p>
<p>เมื่อนำชีวิตของคนผู้หนึ่งมาคำนวณ  โดยสมมุติว่า เรียนมวยไทยตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนเสียชีวิตในวัย 80 ปี เท่ากับเขาจะมีชีวิตอยู่ 75 ปี หรือ 900 เดือน หรือประมาณ 27,000 วันหากเขาฝึกมวยไทยวันละ 12 ชั่วโมง แสดงว่า จะมีเวลาฝึกมวยไทยได้ทั้งสิ้น 324,000 ชั่วโมงเท่านั้น แต่มีท่าที่เขาต้องฝึกถึง 3 เท่าคือ เกือบล้านวิธี     จึงสรุปเพื่อจบบทความนี้ว่า เป็นไปไม่ได้ที่คน 1 คน จะสามารถเรียนมวยไทยจนจบ  หรือ คำกล่าวที่ว่า <strong>มวยไทยเรียนไม่รู้จักจบ เป็นจริง</strong></p>
<p>ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดมาสำหรับการหยั่งรู้  ความเป็นไปได้ที่จะสามารถแสดงท่ามวยในทัศนะของผม มีมากมาย  กล่าวคือ ง่ายที่สุดคือการเข้าใจคำสอนของบูรพาจารย์ในอดีต    ต่อมาคือ เพิ่มวิริยะความเพียร ลงไปเพื่อฝึกซ้อมให้มากขึ้น เพราะ ระยะทางที่ผมจะก้าวเดินเพื่อบรรลุถึงความรู้เกี่ยวกับมวยไทยยังมีอีกมากมายไพศาลเปรียบได้กับท้องมหาสมุทรที่กว้างใหญ่และลุ่มลึก  อีกทั้งยังสามารถช่วยละทิฏฐิมานะของตนว่า “รู้เรื่องมวยไทยได้ดีพอแล้ว” เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะทราบกระจ่างทั้งหมดเกี่ยวกับมวยไทย</p>
<p>และประโยชน์ปัจจุบัน 5 อย่างที่เห็นชัดมาก ๆ  คือ (1)สามารถวิเคราะห์และเข้าใจท่ามวย ที่ครูตั้งแต่อดีตได้พร่ำสอนมา อีกทั้งเข้าใจเหตุผลว่าทำไมครูถึงพยายามให้ศิษย์ออกอาวุธโดยผ่านท่าฝึกซ้อมซ้ำ ๆ  อีกทั้ง (2)เป็นแนวทางให้สามารถแตกท่ามวยใหม่ ๆ ออกได้โดยง่าย   (3) ใช้ค้นหาจุดอ่อนและจุดแข็งของท่ามวยแต่ละท่า (4)ใช้แก้ทางมวยของคู่ต่อสู้ (5)ยิ่งไปกว่านั้นยังประจักษ์ชัดแจ้งในคุณค่าและพระคุณของครูผู้มีคุณธรรมทุกท่าน  ทำให้รู้สึกรักครูทุกคนที่ตั้งอยู่ในธรรมมากขึ้นอย่างบอกไม่ถูก  เพราะหากท่านไม่เมตตากับคนไทย  ไม่เมตตากับศิษย์  ไม่อุทิศตนเพื่อสั่งสอนศิษย์ให้เป็นคนดี คนเก่ง ปัจจุบันผมจะมีครูแปรงซึ่งเป็นหนึ่งในปูชนียบุคคลที่ผมเคารพรักได้อย่างไร</p>
<p><em>มวยไทยจึงไม่ใช่มวยที่สร้างขึ้นมาจากบรรพชนที่โง่เขลา  ตรงข้ามบรรพชนผู้เป็นอัจฉริยะเท่านั้นจึงจะสร้างสรรค์มวยไทยให้ลูกหลานได้มีวาสนาได้ร่ำเรียนกัน   ผู้สร้างในอดีตล้วนเป็นอัจฉริยะ  การบ้านที่เราต้องมาทบทวนพิจารณา ก็คือ คนรุ่นของเราจะมีปัญญารักษาสมบัติอันประมาณค่ามิได้นี้ไว้ได้หรือเปล่าและนานสักเพียงใดต่างหาก</em></p>
<h4>อ่านฉบับเต็มได้ใน</h4>
<h4><a href="http://www.mediafire.com/?lp7fq1v230ofmjm" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/www.mediafire.com/?lp7fq1v230ofmjm&amp;referer=');">คุณค่าของมวยไทย <strong>โดย  รศ.ดร.ปรเมสฐ์  บุญศรี</strong></a></h4>
<p><strong> </strong></p>
<div id="attachment_142" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><strong><strong><a href="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2009/12/Mae-Mai-Muay-Chaiya1.jpg"><img class="size-medium wp-image-142" title="Mae Mai Muay Chaiya" src="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2009/12/Mae-Mai-Muay-Chaiya1-300x278.jpg" alt="" width="300" height="278" /></a></strong></strong>
<p class="wp-caption-text">Mae Mai Muay Chaiya</p>
</div>
<p><strong> </strong></p>
<p>﻿
<div style='clear:both'></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.muaychaiya.com/value-of-muaythai/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พาหุยุทธ์มวยไทยไชยา และ อาวุธไทยพิชัยยุทธ์</title>
		<link>http://www.muaychaiya.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://www.muaychaiya.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 09 Jul 2010 02:54:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Terapak</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[experience]]></category>
		<category><![CDATA[Kru preang]]></category>
		<category><![CDATA[muay chaiya]]></category>
		<category><![CDATA[muay thai]]></category>
		<category><![CDATA[muay thai chaiya]]></category>
		<category><![CDATA[ครูแปรง]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไชยา]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทย]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทยโบราณ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทยไชยา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.muaychaiya.com/?p=256</guid>
		<description><![CDATA[คำปรารภ &#8230;..เมื่อผู้เขียนได้รับการทาบทามให้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่อง มวยไทยโบราณ และมวยคาดเชือกไชยา ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่จะเขียนถึงวิชาที่สูญไปจากวงการนับร้อยปี ทำให้ต้องไตร่ตรองอยู่หลายวัน ด้วยเหตุหลาย ๆ ประการ แต่เมื่อได้ทบทวนดูแล้ว ถ้าผู้เขียนจะเก็บเอาความรู้ที่ครูบาอาจารย์ได้พร่ำอบรมสั่งสอนอย่างอดทน เพื่อจะนำพาไปสัมปรายภพด้วยอย่างไร้ความหมาย ย่อมอกตัญญูต่อครูบาอาจารย์และชาติอย่างไม่น่าให้อภัย จึงปลงตก ถือเสียว่าเป็นการทำเพื่อถวายพระคุณของครู และสนองคุณแผ่นดินก่อนตาย &#8230;..ข้อเขียนทั้งหลายและต่อ ๆ ไปในภายภาคหน้า (หากมีผู้สนใจติดตาม) ขอให้ทราบไว้ด้วยว่าผู้เขียนได้เขียนตาม ที่ผู้เขียนได้ศึกษาเล่าเรียนมาจากครูบาอาจารย์ ซึ่งอาจผิดแผกไปจากของคณาจารย์ของสำนักอื่น ๆ ก็อาจเป็นได้ และบางช่วงบางตอนอาจ เป็นคำกล่าวคำพูดของครู ของอาจารย์ปู่ และบาจรีย์ทุกท่าน ที่ได้เคยเขียนเคยพูดและเคยฝากผลงานไว้เป็นเลิศแล้วเมื่ออดีตกาล อันเป็นการเชิดชูผลงานของท่าน มิได้อวดรู้ อวดภูมิ ตีตนเสมอครูบาอาจารย์ แต่อย่างใด เพราะความรู้ผู้เขียน เปรียบเหมือน แสงหิ่งห้อยที่ไม่อาจหาญเปรียบแสงสุริยะฉาย ลูกหลานโปรดจำไว้ &#8220;เป็นครูท่าเดียว วันเดียว เดือนเดียว ปีเดียว&#8230;..&#8221; ถือเป็นครูตลอดชีวิต จงกตัญญูและตอบแทนดูแลท่านตามควร ปฐมบท สิ่งมีชีวิตทุกสิ่งเกิดมาย่อมต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการมีชีวิตอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ประเสริฐที่เรียกตัวเองว่า มนุษย์ ต่างต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชีวิตอยู่รอดนับแต่ยังไม่ปฏิสนธิเสียอีก สัตว์โลกย่อมมีวิธีการต่อสู้เฉพาะที่ร้ายกาจเหมาะกับตัวมันเอง เพื่อเอาตัวรอด เพื่อหาอาหาร สัตว์เดรัจฉานแสดงอาการต่อสู้โดยสัญชาติญาณ ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="in_post_ad_top_1" style="margin: 5px;padding: 0px;"></div>
<h3>คำปรารภ</h3>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;..</span><span style="color: #000000;">เมื่อผู้เขียนได้รับการทาบทามให้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่อง  มวยไทยโบราณ และมวยคาดเชือกไชยา  ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่จะเขียนถึงวิชาที่สูญไปจากวงการนับร้อยปี  ทำให้ต้องไตร่ตรองอยู่หลายวัน ด้วยเหตุหลาย ๆ ประการ แต่เมื่อได้ทบทวนดูแล้ว  ถ้าผู้เขียนจะเก็บเอาความรู้ที่ครูบาอาจารย์ได้พร่ำอบรมสั่งสอนอย่างอดทน  เพื่อจะนำพาไปสัมปรายภพด้วยอย่างไร้ความหมาย  ย่อมอกตัญญูต่อครูบาอาจารย์และชาติอย่างไม่น่าให้อภัย จึงปลงตก  ถือเสียว่าเป็นการทำเพื่อถวายพระคุณของครู และสนองคุณแผ่นดินก่อนตาย</span></p>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;..</span>ข้อเขียนทั้งหลายและต่อ ๆ ไปในภายภาคหน้า  (หากมีผู้สนใจติดตาม) ขอให้ทราบไว้ด้วยว่าผู้เขียนได้เขียนตาม  ที่ผู้เขียนได้ศึกษาเล่าเรียนมาจากครูบาอาจารย์  ซึ่งอาจผิดแผกไปจากของคณาจารย์ของสำนักอื่น ๆ ก็อาจเป็นได้ และบางช่วงบางตอนอาจ  เป็นคำกล่าวคำพูดของครู ของอาจารย์ปู่ และบาจรีย์ทุกท่าน  ที่ได้เคยเขียนเคยพูดและเคยฝากผลงานไว้เป็นเลิศแล้วเมื่ออดีตกาล  อันเป็นการเชิดชูผลงานของท่าน มิได้อวดรู้ อวดภูมิ ตีตนเสมอครูบาอาจารย์ แต่อย่างใด  เพราะความรู้ผู้เขียน เปรียบเหมือน  แสงหิ่งห้อยที่ไม่อาจหาญเปรียบแสงสุริยะฉาย</p>
<p>ลูกหลานโปรดจำไว้ <strong><span style="color: #ff9900;">&#8220;เป็นครูท่าเดียว วันเดียว เดือนเดียว ปีเดียว&#8230;..&#8221;</span></strong><span style="color: #ff9900;"> </span><span style="color: #ffcc00;">ถือเป็นครูตลอดชีวิต  จงกตัญญูและตอบแทนดูแลท่านตามควร</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><img class="aligncenter" title="Muay chaiya 1986" src="http://muaythaichaiya.org/article/bangkoknoi.jpg" alt="Muay chaiya" width="239" height="300" /></span></p>
<h2><span style="color: #000000;"><span style="color: #3366ff;">ปฐมบท</span><br />
</span></h2>
<p><span style="color: #000000;">สิ่งมีชีวิตทุกสิ่งเกิดมาย่อมต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการมีชีวิตอยู่รอด  ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ประเสริฐที่เรียกตัวเองว่า มนุษย์  ต่างต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชีวิตอยู่รอดนับแต่ยังไม่ปฏิสนธิเสียอีก  สัตว์โลกย่อมมีวิธีการต่อสู้เฉพาะที่ร้ายกาจเหมาะกับตัวมันเอง เพื่อเอาตัวรอด  เพื่อหาอาหาร สัตว์เดรัจฉานแสดงอาการต่อสู้โดยสัญชาติญาณ ส่วนเวไนยสัตว์  (สัตว์ที่สอนได้) หรือมนุษย์ ซึ่งเป็นสัตว์ประเสริฐ  นับเป็นผู้ที่มีสมองและสติปัญญาสามารถที่พัฒนาได้อย่างไม่สิ้นสุด  ย่อมมีการวิวัฒนาการ และพัฒนาการการต่อสู้  ที่มีสมรรถภาพอย่างไม่หยุดยั้ง</span></p>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;..</span>หากเรามีความเชื่อในทฤษฎีที่ว่ามนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากวานร  ตามประวัติมนุษยชาติ มนุษย์ย่อมมีการต่อสู้กันนับตั้งแต่ เริ่มไต่ลงมา จากต้นไม้  เมื่อประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว  อีกทั้งสัญชาติญาณดิบนับแต่เป็นวานรย่อมยังคงหลงเหลือติดอยู่ในสายเลือดอยู่บ้าง  ไม่มากก็น้อย มนุษย์สมัยดึกดำบรรพ์จึงต่อสู้กันไม่ต่างไปจากสัตว์เดรัจฉานมากนัก  คือสู้กันตามสัญญาณชาติดิบ ๆ ที่มีมาตามธรรมชาติ โดยใช้อวัยวุธ  (อวัยวะของร่างกายที่ใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้)  ในร่างกายทุกอย่างที่ธรรมชาติประทานมา ทำร้ายซึ่งกันและกัน &#8220;ปากกัด ตีนถีบ มือฉุด  ข่วน ตะปบ แขนฟาด หมัดต่อย ทุบ ศอกถอง เข่ากระทุ้ง ก้นกระแทก แบกบ่า ทุ่มทับ จับหัก  ควักนัยน์ตา ฯลฯ&#8221; หยิบฉวย ได้สิ่งใดใกล้มือที่ใช้ทำร้ายคู่ต่อสู้ได้ ก็ใช้สิ่งนั้น  เช่นกระดูกสัตว์ กิ่งไม้ ก้อนหิน กระบอง ลูกดอก หน้าไม้ กระสุน  ซึ่งชนะก็แย่แพ้ก็เกือบตาย อันเป็นการใช้พละกำลังเข้าหักหาญกันโดยแท้  (ยังขาดศาสตร์และศิลป์เพราะยังไม่พัฒนา) มีอยู่อย่างเดียวก็คือ  เพื่อเอาตัวรอดเท่านั้น มนุษย์ในสมัยโบราณจึงต่อสู้เพื่อเหตุใหญ่ ๆ ๒ ประการ  คือ</p>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</span>๑. แย่งอาหาร  และแดนหากิน</p>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</span>๒.  เกิดการหึงหวงมนุษย์ที่ออกลูกได้</p>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;..</span>การต่อสู้ในสมัยดึกดำบรรพ์ ขณะที่มนุษย์อยู่ถ้ำ  อยู่โพรงไม้ มักเป็นการต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว หรือเป็นเฉพาะครอบครัวเล็ก ๆ  เพียงครอบครัวเดียวเท่านั้น  แต่โดยแท้แล้วมนุษย์เป็นสัตว์ที่เกิดมาอย่างมีสัญชาติญาณแห่งความขลาดกลัว  และสัญญาแห่งการอยู่ร่วมกัน เป็นกลุ่มสังคม มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความฉลาด มีปัญญา  ความเจ็บปวด ความตาย ความสูญเสีย ความเสียใจ ความโศกเศร้า ทำให้มนุษย์  เกิดความคิดรู้จักคบค้าสามัคคีไปมาหาสู่กัน และรีรอกัน  อันนับเป็นปฐมการณ์อย่างหนึ่งที่ทำให้มนุษย์รวมกันเป็นกลุ่มก้อน เป็นชุมชน  จากกลุ่มเล็ก ๆ เป็นกลุ่มใหญ่ จนเป็นรัฐและเป็นประเทศชาติขึ้น</p>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;..</span>การตัดสินปัญหาข้อพิพาทและการต่อสู้กันด้วยกำลังของมนุษย์จึงเริ่มเปลี่ยนไปเป็นถ้อยทีถ้อยอาศัยอนุโลม  ปฏิโลมต่อกัน<br />
ดูเหมือนจะเป็นการดีเมื่อมนุษย์สามารถรวมกันเป็นพวกได้  กรณีพิพาทกันเองดูน้อยลง และแก้ไขได้ตามกฎระเบียบของกลุ่มชน ที่มีการตกลงร่วมกัน  ความระแวงระวังแบบสัญชาติญาณป่าน้อยลง รู้สึกอบอุ่นขึ้น  แต่การรวมกลุ่มของมนุษย์มิได้มีกลุ่มเดียว มิใช่มีเพียงชนเผ่าเดียว  ความเห็นความคิดของแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน ภาษาต่างกัน อุดมคติ อารมณ์ต่างกัน  ความเชื่อต่างกัน  มนุษย์ยิ่งเจริญขึ้นมนุษย์ยิ่งมีการขัดแย้งต่อสู้กันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  จากเดิมพิพาทกันเพื่อแย่งชิงอาหารแดนทำกิน แย่งมนุษย์ที่ออกลูกได้  ยังต่อสู้กันเพราะขอช้างเผือกไม่ได้ดังใจ ขอคืนหญิงงามไม่สำเร็จ  มีหลายสาเหตุที่อาจพิพาทกันได้ทุกเมื่อ การต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว  กลายเป็นมหาสงครามระหว่างประเทศ</p>
<h2><span style="color: #000000;"><span style="color: #3366ff;">กำเนิดของพาหุยุทธ์มวยไทยโบราณ</span><br />
</span></h2>
<p><span style="color: #000000;"><img class="aligncenter" title="Muay Thai Chaiya" src="http://muaythaichaiya.org/article/bangkoknoi2.jpg" alt="Muay Thai Chaiya" width="237" height="300" /><br />
</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><br />
</span></p>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;..</span><span style="color: #000000;">ตามประวัติศาสตร์ก่อนสมัยกรุงสุโขทัย  ชนชาติไทย ถูกสันนิษฐานว่ามีอายุไร่เรี่ยกับความเจริญของชาวอียิปต์ บาบิโลเนีย  และอัสสิเรีย ไทยเป็นชาติที่มีความเจริญมาก่อนจีน และก่อนชาวยุโรป  มีการปกครองและมีระเบียบแบบแผนเป็นปึกแผ่น อยู่ ณ ดินแดน  ซึ่งเป็นประเทศจีนในปัจจุบันนี้</span></p>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;..</span>ชนชาติไทยเป็นชนชาติที่น่าสงสาร ก่อนพุทธศักราช ถูกรุกรบ  จนต้องถอยร่น จากแดนทำกินอันอุดมสมบูรณ์ของ ๒ ฟาก กลุ่มแม่น้ำฮวงโหและยั่งจือ  เรียกว่า อาณาจักรอ้ายลาว หรือ ไทยมุง หรือ ไทยเมือง ซึ่งเป็นมณทลเสฉวน ฮูเป อันฮุย  และเกียงซี ไทยต้องอพยพหลบหลีกความเป็นทาสมาทางตอนใต้เรื่อยมา  โดยถือหลักไปตายเอาดาบหน้า ดีกว่าเป็นขี้ข้าของชาติอื่น</p>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;..</span>ด้วยสันดานเป็นไทย และนิสัยเป็นนักรบมาหลายชั่วอายุคน  ด้วยรักสันติ รักอิสระไม่ยอมเป็นทาสใคร ต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด เพื่อมาตุภูมิ  เพื่อคนที่ตนรัก นับครั้งไม่ถ้วน เพื่อเป็นการไม่ประมาท บรรดาพฤธ์หรือพ่อเฒ่า  ตามปัจจันท์ชนบท (ชายเขตแดนติดต่อแดนต่างประเทศ)  ได้พยายามสร้างสมบรรดาชายหนุ่มของหมู่บ้านด้วยอุปเท่ห์ การเล่น &#8220;ออกแรง&#8221;  เช่นการปล้ำ วิ่งวัว พายเรือแข่ง เสือข้ามห้วย จงอางหวงไข่ และไม้ลอย  (การห้อยโหนตีลังกาในที่สูง) และเพื่อการป้องกันตัว พ่อเฒ่าทั้งหลาย  ได้เพียรพยายามรวบรวมคิดค้นวิธีต่อสู้ติดต่อกันตลอดหลายชั่วคน  จากบรรพบุรุษที่ผ่านการรบมานานนับพันปี จนสามารถกำหนด  เป็นหลักเกณฑ์เฉพาะคนไทยด้วยเชิง &#8220;ชิงคม&#8221; และ &#8220;พันลำ&#8221;  อันก่อให้เกิดความครั่นคร้ามแก่ศัตรูผู้รุกรานทั่วไป</p>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;..</span>อาจารย์เขตร ศรียาภัย (อาจารย์ปู่ของผู้เขียน)  กล่าวไว้ว่า มวย &#8220;หมายถึงการชกต่อยตามแต่ครูจะสอน  หรือการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด&#8221;</p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">มวยไทย</span></strong> <span style="color: #3366ff;">หมายถึง &#8220;ศิลปะศาสตร์ซึ่งบรรพบุรุษได้เพียรพยายามสืบทอด  และพัฒนายกระดับวิธีต่อสู้ป้องกันตัว มอบให้เป็นมรดกแก่ลูกไทย นับเป็นพันปีมาแล้ว  มวยไทยขนานแท้นั้นไม่มีชนชาติใดสามารถแสดงได้ดีเท่าคนไทย  แต่ปัจจุบันนี้มวยไทยถูกดั</span><span style="color: #000000;"><span style="color: #3366ff;">ดแปลงจนสิ้น หนักไปทางใช้พละกำลัง  ขาดศิลปะ และประเพณีนิยม&#8221;</span> (อาจารย์เขตร ศรียาภัย)</span></p>
<p style="text-align: right;"><span style="color: #000000;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff0000;">ครูแปรง ญปภพ ประมวญ ประธานมูลนิธิมวยไทยไชยา</span></span><br />
</span></p>
<div style='clear:both'></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.muaychaiya.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ส่งออกมวยไทย คิดได้ แต่ทำยาก</title>
		<link>http://www.muaychaiya.com/%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89-%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%97/</link>
		<comments>http://www.muaychaiya.com/%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89-%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%97/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 29 Jan 2010 12:58:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Terapak</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[muay thai]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทย]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทยโบราณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.muaychaiya.com/?p=207</guid>
		<description><![CDATA[โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 27 มกราคม 2553 19:19 น. มวยไทยได้ รับการยกย่องว่าเป็นศิลปะการต่อสู้ในแนวตั้งที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก พิสูจน์ได้จากเวทีการต่อสู้อย่าง ไพรด์หรือยูเอฟซี (สังเวียนการต่อสู้ที่เปิดรับนักสู้จากศาสตร์ทุกแขนง) ที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องฝึกมวยไทยเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งเสมอ มวยไทยจึงเป็นศิลปะการต่อสู้ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ทำให้ชาวต่างชาติหันมาเปิดโรงเรียนสอนมวยไทยเป็นจำนวนมาก มีนักมวยไทยตาน้ำข้าวเก่งๆ ผุดขึ้นชนิดที่คนไทยเองยังทึ่ง ขณะเดียวกัน คนไทยจำนวนหนึ่งก็วิตกทุกข์ร้อนเกรงว่าสักวันมวยไทยจะถูกฝรั่งชิงไปจด ลิขสิทธิ์ หรือไม่ก็ทำให้ผิดเพี้ยนไปจากมวยไทยดั้งเดิม ปลายปี 2552 สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงมีแนวคิดที่จะจดทะเบียนมวยไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม แต่ ผ่านมายังไม่ครบปี ทางกระทรวงพาณิชย์ก็เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่มีความพยายามจะเข้าจัดระเบียบมวย ไทย โดยเฉพาะโรงเรียนสอนมวยไทยที่มีเจ้าของและผู้ฝึกสอนเป็นชาวต่างชาติ เพื่อให้เกิดความเป็นมาตรฐาน ไม่ผิดเพี้ยนจากสิ่งที่เรียกว่ามวยไทย แม้จะเป็นเจตนาดี แต่ก็สร้างความสับสนไม่น้อย เพราะเหมือนกับว่าหน่วยงานของรัฐแต่ละแห่งไม่ได้มีการประสานงานและดำเนิน นโยบายอย่างเป็นเอกภาพ หรือเพราะว่ามวยไทยกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่ใครๆ ต่างมุ่งจะหาประโยชน์ -1- ถ้าให้ถามว่ามวยไทยคืออะไร ตอบตามแนวทางชาตินิยม คำตอบที่ได้ก็จะไม่แตกต่างกันมากนัก-มวยไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ใช้ทุกส่วนของร่างกายเป็นอาวุธ การแต่งกาย การไหว้ครู อย่าง บัวขาว ป.ประมุข นักมวยไทยที่ไปสร้างชื่อที่ญี่ปุ่น ก็กล่าวว่า “มวยไทยคือมวยของคนไทยที่ทุกคนรู้ได้เองมาตั้งแต่เกิด มวยไทยคือคนไทย คนไทยคือมวยไทย” ยิ่งเรียกขานว่ามวยไทยด้วยแล้ว ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="in_post_ad_top_1" style="margin: 5px;padding: 0px;"></div>
<p><span style="color: #003366;">โดย ASTVผู้จัดการรายวัน</span> 27 มกราคม 2553 19:19 น.</p>
<div id="attachment_208" class="wp-caption aligncenter" style="width: 252px"><a href="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2010/01/Muay-Thai.JPEG"><img class="size-medium wp-image-208" title="Muay Thai" src="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2010/01/Muay-Thai-242x300.jpg" alt="Muay Thai" width="242" height="300" /></a>
<p class="wp-caption-text">Muay Thai</p>
</div>
<p><strong><span style="color: #ff3300; font-size: small;"><span class="HighLight">มวยไทย</span>ได้ รับการยกย่องว่าเป็นศิลปะการต่อสู้ในแนวตั้งที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก พิสูจน์ได้จากเวทีการต่อสู้อย่าง ไพรด์หรือยูเอฟซี (สังเวียนการต่อสู้ที่เปิดรับนักสู้จากศาสตร์ทุกแขนง) ที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องฝึกมวยไทยเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งเสมอ<br />
</span></strong><br />
มวยไทยจึงเป็นศิลปะการต่อสู้ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ทำให้ชาวต่างชาติหันมาเปิดโรงเรียนสอนมวยไทยเป็นจำนวนมาก มีนักมวยไทยตาน้ำข้าวเก่งๆ ผุดขึ้นชนิดที่คนไทยเองยังทึ่ง ขณะเดียวกัน คนไทยจำนวนหนึ่งก็วิตกทุกข์ร้อนเกรงว่าสักวันมวยไทยจะถูกฝรั่งชิงไปจด ลิขสิทธิ์ หรือไม่ก็ทำให้ผิดเพี้ยนไปจากมวยไทยดั้งเดิม</p>
<p>ปลายปี 2552 สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงมีแนวคิดที่จะจดทะเบียนมวยไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม</p>
<p><strong><span style="color: #00cc00;">แต่ ผ่านมายังไม่ครบปี ทางกระทรวงพาณิชย์ก็เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่มีความพยายามจะเข้าจัดระเบียบมวย ไทย โดยเฉพาะโรงเรียนสอนมวยไทยที่มีเจ้าของและผู้ฝึกสอนเป็นชาวต่างชาติ เพื่อให้เกิดความเป็นมาตรฐาน ไม่ผิดเพี้ยนจากสิ่งที่เรียกว่ามวยไทย แม้จะเป็นเจตนาดี แต่ก็สร้างความสับสนไม่น้อย เพราะเหมือนกับว่าหน่วยงานของรัฐแต่ละแห่งไม่ได้มีการประสานงานและดำเนิน นโยบายอย่างเป็นเอกภาพ หรือเพราะว่ามวยไทยกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่ใครๆ ต่างมุ่งจะหาประโยชน์</span></strong></p>
<p><strong>-1-</strong><br />
ถ้าให้ถามว่ามวยไทยคืออะไร ตอบตามแนวทางชาตินิยม คำตอบที่ได้ก็จะไม่แตกต่างกันมากนัก-มวยไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ใช้ทุกส่วนของร่างกายเป็นอาวุธ การแต่งกาย การไหว้ครู อย่าง บัวขาว ป.ประมุข นักมวยไทยที่ไปสร้างชื่อที่ญี่ปุ่น ก็กล่าวว่า</p>
<p><span style="color: #3333cc;"><strong>“มวยไทยคือมวยของคนไทยที่ทุกคนรู้ได้เองมาตั้งแต่เกิด มวยไทยคือคนไทย คนไทยคือมวยไทย”</strong></span></p>
<p>ยิ่งเรียกขานว่ามวยไทยด้วยแล้ว ยิ่งชวนคิดไปได้ว่า ต้องคนไทยเท่านั้นจึงจะเข้าใจมวยไทยและเป็นมวยไทยดั้งเดิม<br />
<strong><span style="color: #cc6600;">“ปรัชญา ของมวยไทยคือการฝึกฝนเรียนรู้เพื่อความเก่ง ความกล้า และความแกร่งของร่างกายและจิตใจ มวยไทยไม่ได้มีไว้เพื่อทำร้ายผู้อื่น แต่มีไว้สำหรับป้องกันตนเองและปกป้องผู้อื่น”</span></strong></p>
<p>เป็นคำบอกกล่าวของ อลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ โต้โผใหญ่ที่กำลังออกมาขับเคลื่อนเรื่องการวางหลักเกณฑ์ของมวยไทยในค่ายมวย ที่มีชาวต่างชาติเป็นผู้ฝึกสอน</p>
<p><strong><span style="color: #ff33cc;">“หัวใจ สำคัญของมวยไทยคือการถ่ายทอด หล่อหลอม บ่มเพาะ และฝึกฝนจากต้นกำเนิดของศิลปะความเป็นมวยไทยแท้ๆ นับแต่ดั้งเดิม ซึ่งก็คือการเรียนรู้จากครูมวยที่ได้รับสืบทอดศิลปะมวยไทยมาจากครูมวยรุ่น ก่อนๆ ซึ่งล้วนแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและแฝงปรัชญาเอาไว้ เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นว่าโรงเรียนที่เปิดสอนมวยไทย ไม่ว่าจะเพื่อการป้องกันตัวหรือออกกำลังกายก็ตาม หากไม่ได้สอนโดยคนไทย และไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของปรัชญามวยไทย ก็คงจะทำให้เอกลักษณ์และความหมายที่แท้จริงของมวยไทยสูญหาย และไม่ได้รับการสืบทอดอย่างถูกต้อง”</span></strong></p>
<p>ในทางหนึ่งการบริหารจัดการที่ดีก็จะเป็นหนทางสร้างรายได้สู่ประเทศ พร้อมกันนั้น อลงกรณ์ยังบอกว่าจะต้องให้ความสำคัญกับครูมวยและนักมวยอาชีพ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการเผยแพร่ศิลปะของไทยให้ก้าวไกลทั่วโลก</p>
<p><strong>-2-</strong><br />
แม้โดยความตั้งใจของกระทรวงพาณิชย์จะเป็นสิ่งดี แต่ไม่ง่ายที่จะปฏิบัติ ประการแรก โรงเรียนสอนมวยไทยแพร่หลายไปในหลายประเทศ จะมีความเป็นไปได้มากแค่ไหนที่กระทรวงพาณิชย์จะตามไปควบคุมหรือกำหนดกฎเกณฑ์ ได้อย่างทั่วถึง ที่สำคัญ โรงเรียนเหล่านั้นจะยอมหรือไม่ อีกอย่างคือเราไม่มีข้อมูลมากพอว่ามีชาวต่างชาติเป็นผู้ฝึกสอนมวยไทยมากน้อย แค่ไหน</p>
<p><strong><span style="color: #3300ff;">“ก็ มีบ้าง ที่ฝรั่งบางส่วนมาเรียนมวยกับที่ค่ายแล้วกลับไปเป็นครูสอนที่บ้านเขา แต่ไม่มากหรอก เท่าที่ผมถามๆ นักเรียนชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่โรงเรียนที่บ้านเขาอย่างอเมริกา คนสอนก็เป็นคนไทยนี่แหละ แล้วนักเรียนฝรั่งที่มาเรียนที่นี่ก็มีประเภทที่เก่งๆเป็นนักมวยขึ้นเวที เมืองนอกก็จะมาเก็บตัวที่นี่” </span></strong> <strong><span style="color: #339900;">สุรพล รังษีกุลพิพัฒน์</span></strong> เจ้าของค่ายมวย ส.วรพิน เล่าให้เราฟัง</p>
<p>ขณะที่องค์กรที่จะเข้ามาดูแลเรื่องนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีเพาเวอร์มากพอหรือเปล่า เพราะเมื่อถาม <strong><span style="color: #990000;">ศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ</span></strong> นายกสมาคมมวยไทยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร(สมทท.) ก็บอกว่า <strong><span style="color: #9933cc;">การ ที่มวยไทยแพร่หลายนับเป็นเรื่องดี แต่ขณะเดียวกันก็ อาจทำให้รูปแบบของมวยเปลี่ยนไป จึงมีความจำเป็นต้องมีการแก้ไขโดยด่วนไม่ควรทิ้งไว้ ต้องมีองค์กรในการเข้ามาดำเนินการ ต้องเป็นเครื่องมือของรัฐ ซึ่งองค์กรแบบนี้มีอยู่แล้วเพียงแต่ว่าเอกภาพในการบริหารจัดการยังไม่มี อย่างแท้จริง<br />
</span></strong><br />
<strong><span style="color: #330066;">“ทางกระทรวง พาณิชย์ได้มีการแจ้งให้กระทรวงกีฬาและการท่องเที่ยวทราบแล้ว โดยคุณชุมพล (ศิลปอาชา-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) คิดว่าเรื่องนี้ไม่ควรนิ่งเฉย แต่องค์กรที่มีอยู่ในประเทศไทยเป็นคณะกรรมการกีฬามวยที่ขึ้นกับการกีฬาแห่ง ประเทศไทย ไม่มีกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ หรืออำนาจใดๆ ที่จะไปห้ามคนเหล่านั้นไม่ให้เอามวยไทยไปเปลี่ยนรูปแบบ</span></strong></p>
<p>“แต่ก็มีองค์กรที่มีอำนาจที่ทำได้อยู่องค์กรหนึ่งคือ <strong><span style="color: #663399;">สภามวยไทยโลก</span></strong> เป็นองค์กรนานาชาติ ซึ่งการกีฬาแห่งประเทศไทยนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบตั้งแต่ปี 2538 องค์กรนี้มีประเทศสมาชิกอยู่ 125 ประเทศ สภามวยไทยโลกสามารถควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ แต่ก็ดำเนินการควบคุมไปได้ส่วนหนึ่ง เนื่องจากมีองค์กรอื่นๆ ที่ตั้งขึ้นมาเองหลายองค์กร ดังนั้น วิธีที่จะแก้ไขคือ การที่รัฐมนตรีกีฬาต้องขอความร่วมมือทำงานร่วมกับสภามวยไทยโลกซึ่งมีพลเอก เชษฐา ฐานะจาโรเป็นประธาน”</p>
<p><strong>-3-</strong><br />
ประการต่อมา ศิลปะการต่อสู้คือวัฒนธรรม และวัฒนธรรมก็มีความหลากหลาย ไม่หยุดนิ่ง เอาแค่ว่า ‘มวยไทย’ คืออะไร ใช่ว่าจะหาข้อยุติได้ง่ายดาย ไหนจะมวยไทยเวที มวยไทยโบราณ หรือมวยไทยที่ปรากฏในภาพยนตร์ ก็ดูจะมีความแตกต่างกันมาก ถ้าเหมารวมเสียหมดอาจก่อปัญหา</p>
<p><strong><span style="color: #0033cc;">ณปภพ ประมวญ</span></strong> หรือครูแปรง ประธานมูลนิธิมวยไทยไชยา อธิบายว่า<strong> <span style="color: #33cc33;">มวย โบราณกับมวยสมัยนี้ ถ้าไม่แยกจะยุ่งมาก เพราะมวยโบราณแต่ละที่จะมีวัฒนธรรมต่างกัน ไหว้ครูต่างกัน ท่ามวยก็ต่างกัน มีกลยุทธ์การต่อสู้ไม่เหมือนกัน เพราะว่าบ้านเรามีมวยหลากหลาย ซึ่งควรจะส่งเสริมทั้งหมด แต่พอเอามารวมเป็นหน่วยเดียว ก็กลายมาเป็นการปิดกั้นความคิดความรู้<br />
</span></strong><br />
สอดคล้องกับความเห็นของสุรพล ที่มองว่าจะ<strong><span style="color: #990033;">ต้องแยกมวยไทยออกเป็น 2 แบบ คือแบบที่เป็นศิลปะแม่ไม้มวยไทยกับแบบที่เป็นกีฬา<br />
</span></strong><br />
แต่ไม่ใช่ว่าชาวต่างประเทศจะเรียนรู้มวยไทยไม่ได้<br />
<strong><span style="color: #ff6600;">“เอา จริงๆ ชาวต่างชาติเขาก็สามารถเรียนรู้มวยไทยได้เหมือนคนไทยนี่แหละ แต่ไม่ใช่ว่าจะสอนมวยไทยได้ ในความคิดผม ผมว่าเป็นคนไทยจะดีกว่า และจะให้ดีที่สุดคือต้องผ่านเวทีมาก่อนจนชำนาญ ไม่ต้องถึงขั้นแชมป์หรอก เพราะในความคิดผมต่อยเก่งกับสอนเก่งมันคนละเรื่องกัน แต่ฝรั่งที่ไปสอนให้สอนมวยเลยคงไม่ได้ แต่ถ้าเป็นพวกสอนตามที่ออกกำลังกายแบบนั้นน่าจะได้คือสอนท่า แบบนี้มีเยอะที่ต่างประเทศ”</span></strong> สุรพลบอก</p>
<p>ส่วนเรื่องการสอนที่ผิดเพี้ยนไปจากของดั้งเดิมนั้น สุรพลก็เป็นห่วง เขายกตัวอย่างว่าการชกมวยไทยในต่างประเทศจะห้ามใช้ศอก ซึ่งนานไปก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้</p>
<p>แต่พอถาม <strong><span style="color: #cc3366;">อนันตเดช ศิษย์สุนทร</span></strong> อดีตนักมวยไทยที่ปัจจุบันเป็นหนึ่งในผู้ชมมวยไทย ว่า รู้สึกอย่างไรกับโรงเรียนสอนมวยไทยในต่างประเทศที่มีชาวต่างชาติเป็นผู้ฝึก สอน เขาบอกว่า เราไม่น่าจะมีการหวงแหน เพราะจะได้เป็นการเผยแพร่ศิลปะ ถึงแม้ฝรั่งชาวต่างชาติจะเรียนมวยไทยเพื่อนำไปสอน แต่ยังไงประเทศไทยก็เป็นแหล่งเริ่มต้นจุดกำเนิดของมวยไทย</p>
<p><strong><span style="color: #339933;">“ไม่ จำเป็นที่คนไทยจะต้องสอนมวยไทยเท่านั้น เพราะคนที่ต่อยมวยไม่เป็นก็สอนมวยเก่ง เพราะเขาได้เรียนรู้หลักการเรียนรู้ทฤษฎี บางคนเก่งทั้งทฤษฎี ทั้งปฏิบัติ ก็ได้เปรียบ บางคนเป็นถึงแชมป์แต่ออกมาสอนมวยไม่เป็น มีบางคนเป็นมวยบ้างไม่เป็นมวยบ้าง แต่สอนมวยได้”</span></strong></p>
<p>คงเห็นแล้วว่าเพียงการหาองค์กรที่จะดูแล การสร้างหลักเกณฑ์มาตรฐาน ก็เป็นเรื่องยุ่งยากและถกเถียงกันไม่จบสิ้นเสียแล้ว</p>
<p><strong>-4-</strong><br />
การสร้างมาตรฐานให้แก่มวยไทยอาจมองได้ 2 แง่ หนึ่ง-เป็นการใช้อำนาจรัฐกำหนดกะเกณฑ์ รวบเอาวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายให้เป็นก้อนเดียว ดังที่รัฐไทยเป็นมาตลอด และสอง-เป็นการสร้างความชัดเจนเพื่อเผยแพร่มวยไทยในฐานะศิลปะและกีฬาให้แพร่ หลายมากขึ้น ดังที่กีฬาเทควันโด คาราเต้โด้ หรือยูโดทำสำเร็จมาแล้ว</p>
<p>แต่ก่อนที่รัฐจะทำอะไรลงไป จำเป็นจะต้องเปิดใจกว้างและยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่พ้นไปจากกรอบรัฐชาติเสียก่อนกระมัง</p>
<p><strong><span style="color: #ff33cc;">เพราะ ถ้าลองสืบค้นอย่างจริงจัง ‘มวยไทย’ อาจไม่ใช่สิ่งที่ดำรงอยู่มาแต่ดั้งเดิม จะมีก็แต่มวยในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น มวยโคราช มวยลพบุรี มวยท่าเสา มวยไชยา มวยพระนคร ฟ้อนเจิง ตบมะผาบ สีลัต เป็นต้น แต่พอถึงยุคการสร้างรัฐชาติ มวยท้องถิ่นเหล่านี้ก็ถูกรวบเข้ามาเป็นหน่วยเดียวดังที่ครูแปรงกล่าว ใส่กติกาตะวันตกเข้าไปจนมวยท้องถิ่นต่างๆ สูญเสียเอกลักษณ์ และถูกเรียกเหมือนๆ กันว่า ‘มวยไทย’ กระทั่งมวยท้องถิ่นบางแห่งหายสาบสูญไปอย่างสิ้นเชิง</span></strong></p>
<p>“ถ้าจะมีการจัดระเบียบ ก็ต้องเข้าใจว่ามวยไทยมีหลากหลาย ถ้าไม่เข้าใจแล้วกำหนดหลักเกณฑ์ออกมาก็เหมือนกับว่าไปจำกัด ไปตัดตอนศิลปะการต่อสู้ชนิดนี้ อาจจะต้องทำเหมือนมวยจีนที่มีประเภทแยกย่อยลงไปและมีการส่งเสริม คือถ้าไม่มีความรู้แล้วเข้าไปพยายามจัดระเบียบก็จะเหมือนกับแพทย์แผนไทยที่ ความรู้ดั้งเดิมหายไปมาก ตอนนี้ในเมืองไทย คนที่รู้จักมวยไทยจริงๆ ก็หายากอยู่แล้ว เราต้องมีการรวบรวมความรู้เป็นหมวดหมู่ มีการจัดการหลักสูตรว่าแบบใดเป็นการเรียนมวยเบื้องต้น เบื้องกลาง หรือเบื้องสูง ต้องมีระบบว่าต้องเรียนมวยกี่ปีถึงจะสอนได้ และอย่าไปจำกัดว่ามวยไทยต้องมีแค่นี้ๆ</p>
<p><strong><span style="color: #009966;">“คือ เราผิดพลาดตั้งแต่เริ่ม เพราะไม่มีการจัดระบบก่อน จริงๆ เราควรจะส่งคนจากเมืองไทยไปสอนหรือทำหลักการให้เรียบร้อย เมืองไหนต้องการเทรนเนอร์ก็ส่งไปและเก็บเงินเข้าประเทศ แต่ที่ผ่านมาเรากลับไปให้เขาง่ายๆ และเขาก็ไปเปิดเอง ไม่ได้ดูแล จนมันกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ อิทธิพลก็มีมากขึ้น การจะเข้าไปล้มเขาก็ลำบาก กลายเป็นว่าเขามีบทบาทเหนือเรา”</span></strong> ครูแปรงอธิบาย</p>
<p>อีกทั้งภาพลักษณ์ของมวยไทยที่แม้จะโด่งดังในสายตาชาวต่างประเทศ แต่สำหรับคนไทยแล้ว มวยไทยกลายเป็นกีฬาของแรงงาน การศึกษาน้อย ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ใช่ แต่การพนันต่างหากที่ทำให้ภาพลักษณ์มวยไทยดูไม่ดีนักในสายตาผู้ปกครอง และมักไม่ค่อยอยากให้ลูกฝึกมวยไทย</p>
<p><strong><span style="color: #cc3333;">ดัง นั้น หากภาครัฐคิดจะส่งเสริมมวยไทยจริงๆ ก็ไม่ควรจะมองแต่ภายนอกเพียงอย่างเดียวจนหลงลืมภายใน ที่สำคัญ ภาครัฐจะมาใช้อำนาจรวบรัดตัดความ เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่แบบยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไม่ได้ แต่จะต้องให้ทุกฝ่ายได้ร่วมพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน</span></strong></p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;.<br />
<strong><span style="color: #ff6600;">เรื่อง : ทีมข่าว CLICK<br />
ภาพ : อดิศร ฉาบสูงเนิน</span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;"><a href="http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000012127" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000012127&amp;referer=');">http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000012127</a><br />
</span></strong></p>
<div id="_mcePaste" style="overflow: hidden; position: absolute; left: -10000px; top: 0px; width: 1px; height: 1px;">ส่งออกมวยไทย คิดได้ แต่ทำยาก</div>
<div style='clear:both'></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.muaychaiya.com/%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89-%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%97/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มวยไชยา ศาสตร์แห่งสยาม</title>
		<link>http://www.muaychaiya.com/muay-chaiya-original-muay-thai/</link>
		<comments>http://www.muaychaiya.com/muay-chaiya-original-muay-thai/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Dec 2009 17:57:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Terapak</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไชยา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://muaychaiya.com/?p=63</guid>
		<description><![CDATA[ศิลปะการต่อสู้ประจำชาติของไทยย่อมเป็นมวยไทย แต่จะมีสักกี่คนรู้จักมวยไทยอย่างแท้จริงมากกว่าจะนึกถึงนักมวยรูปร่าง ล่ำสันแลกแข้งใส่กันอย่างดุเดือดตามค่ายมวยหรือสนามมวยชื่อดังอย่างลุมพินี และราชดำเนินมวยไทยดั้งเดิมนั้นใช้ไหวพริบปฏิภาณมากกว่าที่จะใช้ กำลังแลกกันให้เจ็บทั้งคู่ มวยไทยแขนงหนึ่งที่เรียกกันว่ามวยไทยไชยา แสดงออกถึงสิ่งนั้นอย่างขัดเจน มวยไทยไชยา หรือจะเรียกให้ครบว่า พาหุยุทธ์มวยไทยไชยานั้น ปัจจุบันออกจะหาชมได้ยาก แต่มีสถานที่หนึ่งที่ฝึกสอนวิชามวยให้กับประชาชนผู้สนใจทั่วไปให้ได้สืบทอด วิชามวยไทยโบราณ รักษาวัฒนธรรมไทยแท้ในรูปแบบที่คนไทยส่วนใหญ่นั้นจะเห็นแต่ในหนังสือ หรือ ภาพยนต์ อาจารย์ณปภพ ประมวญ หรือ ครูแปรงของเหล่าศิษย์มวยไทยทั้งหลายเป็นผู้สืบทอดวิชา สานต่อเจตนารมย์จากบูรพาจารย์ที่สืบสายวิชามวยที่ถูกลืมไปตั้งแต่มีกาที่มวย คาดเชือกถูกระงับการแข่งขันให้เปลี่ยนไปใช้กติกาอิงสากล ลูกไม้กลมวย ต่างๆก็สูญหายไปมาก ครูแปรงเป็นศิษย์ติดตามใกล้ชิด ครูทอง เชื้อไชยา ผู้สืบทอดวิชามวยไทยไชยานี้มาจาก ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย(ปรมาจารย์คนสุดท้ายของวงการมวยไทย)ซึ่งได้เรียนวิชาจากพระยาวจี สัตยรักษ์เจ้าเมืองไชยาผู้เป็นพ่อ รวมทั้งได้เรียนวิชามวยโบราณจากครูอีก 13 ท่านจนแตกฉาน วิชามวยไทยไชยานี้ นอกจากมือเท้าเข่าศอกที่เห็นได้ทั่วไปในมวยไทยกระแสหลักแล้วยังมีวิชาที่ถูก ลืมอย่างการ &#8220;ทุ่ม ทับ จับ หัก&#8221; ซึ่งมีความร้ายกาจไม่แพ้วิชาการ ทุ่ม การล๊อคของศิลปะการต่อสู้อื่น หลักมวยอื่น ๆ ยังมีที่เป็นคำคล้องจองแต่มีความหมายลึกซึ้งทุกคำ อย่าง &#8221; ล่อ หลอก หลบ หลีก หลอกล่อ ล้อเล่น ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="in_post_ad_top_1" style="margin: 5px;padding: 0px;"></div>
<p style="text-align: center;"><a href="../wp-content/uploads/2009/12/maimuay.jpg"></a></p>
<h3 style="text-align: left;">
<div id="attachment_62" class="wp-caption aligncenter" style="width: 330px"><a href="http://muaychaiya.com/wp-content/uploads/2009/12/maimuay.jpg" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/muaychaiya.com/wp-content/uploads/2009/12/maimuay.jpg?referer=');"><img class="size-full wp-image-62" title="Siam yuth Muay Chaiya" src="http://muaychaiya.com/wp-content/uploads/2009/12/maimuay.jpg" alt="Siam yuth Muay Chaiya" width="320" height="264" /></a>
<p class="wp-caption-text">Siam yuth Muay Chaiya</p>
</div>
</h3>
<p style="text-align: left;">ศิลปะการต่อสู้ประจำชาติของไทยย่อมเป็นมวยไทย แต่จะมีสักกี่คนรู้จักมวยไทยอย่างแท้จริงมากกว่าจะนึกถึงนักมวยรูปร่าง ล่ำสันแลกแข้งใส่กันอย่างดุเดือดตามค่ายมวยหรือสนามมวยชื่อดังอย่างลุมพินี และราชดำเนินมวยไทยดั้งเดิมนั้นใช้ไหวพริบปฏิภาณมากกว่าที่จะใช้ กำลังแลกกันให้เจ็บทั้งคู่ มวยไทยแขนงหนึ่งที่เรียกกันว่ามวยไทยไชยา แสดงออกถึงสิ่งนั้นอย่างขัดเจน</p>
<p>มวยไทยไชยา หรือจะเรียกให้ครบว่า พาหุยุทธ์มวยไทยไชยานั้น ปัจจุบันออกจะหาชมได้ยาก แต่มีสถานที่หนึ่งที่ฝึกสอนวิชามวยให้กับประชาชนผู้สนใจทั่วไปให้ได้สืบทอด วิชามวยไทยโบราณ รักษาวัฒนธรรมไทยแท้ในรูปแบบที่คนไทยส่วนใหญ่นั้นจะเห็นแต่ในหนังสือ หรือ ภาพยนต์</p>
<p>อาจารย์ณปภพ ประมวญ หรือ ครูแปรงของเหล่าศิษย์มวยไทยทั้งหลายเป็นผู้สืบทอดวิชา สานต่อเจตนารมย์จากบูรพาจารย์ที่สืบสายวิชามวยที่ถูกลืมไปตั้งแต่มีกาที่มวย คาดเชือกถูกระงับการแข่งขันให้เปลี่ยนไปใช้กติกาอิงสากล ลูกไม้กลมวย ต่างๆก็สูญหายไปมาก</p>
<p>ครูแปรงเป็นศิษย์ติดตามใกล้ชิด ครูทอง เชื้อไชยา ผู้สืบทอดวิชามวยไทยไชยานี้มาจาก ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย(ปรมาจารย์คนสุดท้ายของวงการมวยไทย)ซึ่งได้เรียนวิชาจากพระยาวจี สัตยรักษ์เจ้าเมืองไชยาผู้เป็นพ่อ รวมทั้งได้เรียนวิชามวยโบราณจากครูอีก 13 ท่านจนแตกฉาน</p>
<p>วิชามวยไทยไชยานี้ นอกจากมือเท้าเข่าศอกที่เห็นได้ทั่วไปในมวยไทยกระแสหลักแล้วยังมีวิชาที่ถูก ลืมอย่างการ &#8220;ทุ่ม ทับ จับ หัก&#8221; ซึ่งมีความร้ายกาจไม่แพ้วิชาการ ทุ่ม การล๊อคของศิลปะการต่อสู้อื่น หลักมวยอื่น ๆ ยังมีที่เป็นคำคล้องจองแต่มีความหมายลึกซึ้งทุกคำ อย่าง &#8221; ล่อ หลอก หลบ หลีก หลอกล่อ ล้อเล่น &#8221; หรือ &#8220;กอด รัด ฟัด เหวี่ยง &#8221; ซึ่งเป็นวิชาการกอดปล้ำแบบหนึ่งซึ่งหาไม่ได้แล้วในมวยไทยสมัยปัจจุบัน หรือแม้กระทั่ง &#8220;้ ล้ม ลุก คลุก คลาน &#8221; ซึ่งเป็นการฝึกม้วนตัว ล้มตัว</p>
<p>มิติ การต่อสู้ของมวยโบราณอย่างมวยไทยไชยานั้นจึงไม่จำกัดเฉพาะการยืนต่อสู้เท่า นั้น การต่อสู้เมื่อจำเป็นต้องล้มลงก็ทำได้ และด้วยพื้นฐานของมวยไทยโบราณที่ถูกสร้างให้ใช้ในการศึกสงคราม การต่อสู้กับศัตรูพร้อมกันหลายคนนั้นเป็นอีกมิติหนึ่งที่ทำให้มวยไทยไชยา เป็นมวยที่ร้ายกาจ</p>
<p>การเรียนการสอนของมวยไทยไชยานั้นจะเป็นระเบียบ ระบบแบบโบราณ นักเรียนจะได้เรียนตั้งแต่พื้นฐานวิชา เรียนการป้องกันตัว &#8221; ป้อง ปัด ปิด เปิด &#8221; จนสามารถป้องกันการโจมตีได้อย่างมั่นใจแล้ว ลูกไม้มวยไทยต่าง ๆ ก็จะค่อยได้เรียนรู้ แตกต่างจากมวยไทยกระแสหลักที่ฝึกฝนการโจมตี เตะ ต่อย ทำลาย โดยอาศัยความทนทานเข้ารับลูกเตะต่อยของคู่ต่อสู้ ดั่งที่ครูแห่งมวยไทยไชยานี้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ศิลปะการป้องกันตัวย่อมต้องป้องกันตัวได้จริง ไม่ใช้ศิลปะการแลกกันว่าใครจะทนกว่ากันก็จะเป็นผู้ชนะไป</p>
<p>ด้วยภูมิ ปัญหาของครูมวยโบราณที่สั่งสม แก้ไข ปรับปรุงจนวิชามวยไทยดั้งเดิมนั้นร้ายกาจ ด้วยกลเม็ด ลูกไม้ ไม้เด็ด หลากหลาย กลมวยสามารถแตกขยายไปได้เหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด ในทางกลับกันนั้นการสั่งสอนวิชาอันร้ายกาจนี้ก็ฝึกฝนให้นักเรียนเป็นคนอดทน มุ่งมั่นใจเย็น สุขุม จนในท้ายที่สุดแล้ววิชามวยแห่งการต่อสู้นี้เป็นอุปกรณ์พัฒนานักเรียนให้เป็น คนดีของสังคม ที่มีสติ ควบคุมกายให้ประพฤติตนดี มีครูสอนสั่ง</p>
<p>ครู แปรงได้วางแผนการสอนวิชาอาวุธที่คู่กับมวยไทยไชยาที่รู้จักกันในชื่อ วิชากระบี่กระบองซึ่งมีวิชา ดาบสองมือ มีดสั้น พลองยาว ไม้ศอก รวมถึงอาวุธไทยโบราณแบบอื่นๆที่ไม่น่าจะหาเรียนได้ที่ไหนง่ายๆ เพื่อให้ครบหลักสูตรวิชาการต่อสู้ป้องกันตัวของไทยโดยแท้</p>
<p>มูลนิธิอนุรักษ์พหุยุทธ์มวยไทยไชยา อาวุธไทยพิชัยยุทธ์ โดย ครูแปรง ณปภพ ประมวญ
<div style='clear:both'></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.muaychaiya.com/muay-chaiya-original-muay-thai/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

Served from: www.muaychaiya.com @ 2012-02-08 04:39:19 -->
