.....ท่าครูมวยไชยา ซึ่งถือได้ว่าเป็น แม่ไม้ สำคัญ อันนับได้ว่าเป็นท่าอมตะนั้น มีชื่อว่า "ท่าย่างสามขุมคลุมแดนยักษ์" ที่นอกจากจะมีความกระชับ รัดกุม ทะมัดทะแมง แล้วยังมีเรื่องเล่าเปรียบเทียบที่มาของชื่อท่า โดยอิงจากคติความเชื่อเรื่องเทพของฮินดู ดังจะขอยกเอาข้อเขียนของ ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย ที่ท่านได้เคยกล่าวไว้ดีแล้ว เพื่อเป็นความรู้แก่อนุชนผู้สนใจ ใฝ่รู้ ดังนี้

.....
"...ครั้งนั้นพระอิศวรเป็นเจ้าประทับเกษมพระสำราญอยู่กับพระอุมาในแดนสวรรค์ (ตามคติของลัทธิฮินดูหรือไสยศาสตร์หมายความว่าแดนแห่งความสว่างรุ่งเรือง) พรั่งพร้อมด้วยเทพยดาและสาวสวรรค์ฟ้อนรำบำเรอถวาย โดยมีคนธรรพ
(ในไตรภูมิพระร่วงกล่าวว่ารูปร่างครึ่งคนครึ่งเทวดา) ขับกล่อมมโหรีปี่พาทย์ระคนเสียงปี่๖๐,๐๐๐เลา (คงดังเหมือนฟ้าร้อง) เมื่อเวลางานรื่นเริงของชาวสวรรค์ยุติลง อมรใหญ่น้อยทั้งปวงเตรียมแยกย้ายกันกลับวิมานแห่งตน พระผู้เป็นเจ้าทรงชายพระเนตรเห็นอสูรตาตะวันหมอบเฝ้าอยู่แทบฐานพิมานเมฆ ก็ทรงพอพระทัย (ชอบประจบ?) ในความจงรักภัคดี จึงตรัสปราศรัยด้วยถ้อยมธุรส ฝ่ายพญายักษ์เลยลำพองใจเห็นได้ท่าก้มหัวลงกราบทูล ขอประทาน ที่ดินเป็นกรรมสิทธ์ กว้างยาวโดยคณา ๓๐๐ โยชน์ (เท่ากับ๑๐๐ ตารางไมล์) พร้อมด้วยพรว่า สัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็นเดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา นาคา กุมภัณฑ์ หรืออสูรใดๆ หากบุกรุกเข้าไปในดินแดนแห่งกรรมสิทธิ์ของตนแล้ว ไซร้ ขอจับกินเป็นอาหารได้ตามอำเภอใจ พระอิศวร (แก่ให้พร แต่เรียกคืนไม่ได้) ก็จำต้องประทานพรและที่ดิน ให้แก่ยักษ์ตามขอ

.....เมื่อท้าวตาตะวันได้สิ่งพึงประสงค์ง่ายดายสมใจก็กลับคืนสู่ที่อยู่ ข้างเขาพระสิเนรุราชบรรพต (เทือกป่าหิมพานต์ ซึ่งเป็นป่าหนาวจัดแถบเหนือของอินเดีย) มีความปลาบปลื้มลืมตัว เมามัวอำนาจคาดคิดจะล้มฟ้า กำเริบอยากกิน สัตว์แปลกๆ เป็นอาหารตามสันดานเลว ตั้งพิธีเพิ่มตบะร่ายมนต์วิเศษขึ้น ( คงเป็นบทที่พระสังข์ทอง เรียกเนื้อเรียกปลา? ) ด้วยแรงฤทธิ์รากษสร้าย แรงฤทธิ์วิศวมนต์

เทวดามนุษย์และสัตว์โลกน้อยใหญ่หลากหลายที่ต้องมนต์พากันหลงใหลล่วงล้ำเข้าไปใน แดนมฤตยู โดยมิได้ตั้งใจ ท้าวตาตะวันเห็นดังนั้นดีใจจนน้ำลายไหลไล่จับกิน ได้สัตว์กินสัตว์ ได้มนุษย์กินมนุษย์ ตลอดจนเทวดานางฟ้าและคนธรรพ ต่างถูกกิน คราวละมากๆไม่เว้นแต่ละวัน ร้อนถึงพวกที่ยังไม่ถูกกินต่างพากันหวั่นเกรง นั่งนอนสะดุ้ง ประสาทเสื่อมไปตามๆกัน (ยิ่งกว่าสูดควันท่อไอเสีย) จึงปรึกษาหารือ ตกลงชวนกันขึ้นเฝ้าพระอิศวร (พิเคราะห์ดูแล้ว ไม่น่าแปลกที่มีการเดินขบวนร้องทุกข์ ต่อผู้อำนวยการปราบปรามผู้เป็นภัยต่อสังคม) บรรยายทุกข์ร้อนให้พระผู้เป็นเจ้าทรงทราบ

.....พระอิศวรได้ฟังก็ทรงพระพิโรธ รับสั่งให้เทพบุตรไปตามพระนารายณ์ ซึ่งประทับบรรทมอยู่ ณ เกษียรสมุทร ให้รีบปราบยักษ์เพื่อกำจัดยุคเข็ญโดยด่วน


.....
คนไทยส่วนมากย่อมทราบอยู่แล้วว่า พระนารายณ์เป็นเทพเจ้าซึ่งไม่โปรดยักษ์มารที่คตโกง การปราบปราม ก็เด็ดขาดรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิตทุกราย เช่น ปราบยักษ์นนทุกข์ผู้ได้พรนิ้วเพชรแล้วเที่ยวชี้ใครต่อใครตาย เป็นระนาว หิรัญยักษ์ม้วนแผ่นดิน เดือดร้อนแก่เหล่ามัตตัย (คนไทย) ไม่มีที่อยู่ และอสูรหอยสังข์ ผู้ขโมยคัมภีร์ประเวท เป็นต้น

.....ครั้นพระนารายณ์ได้ทราบพระโองการของพระผู้เป็นเจ้า จึงแปลงกายเป็นพราหมณ์รูปงาม นวยนาดเอื่อยๆ ล่วงล้ำเข้าไปในแดนหวงห้าม ด้วยลักษณะที่คณาจารย์มวยให้ชื่อว่า "นารายณ์ยุรยาตร" เพื่อสังเกตทีท่าอย่างระมัดระวัง แบบนักมวยได้ยินสัญญาณระฆังให้เริ่มต่อสู้กัน

.....ทันใดนั้นอสูรตาตะวันผู้ก่อความมืดมน (ความชั่ว) แก่โลก ก็ตวาดด้วยเสียงอันดังดุจฟ้าร้องว่า อ้ายหนุ่มเดนตาย มึงทะลึ่งเซ่อซ่าเข้ามาทำไม ไม่กลัวยักษ์จับกินหรือ

.....พราหมณ์แสร้งทำ (ลูกไม้) เป็นกลัว ตอบคำตะคอกของยักษ์ด้วยสำเนียงสั่นเครือว่า ท่านผู้ยิ่งใหญ่ไม่มีใครเทียบเท่า ข้าน้อยเดินหาที่ดินเพื่อประกอบพิธีตามตำรับพระเวทแห่งวิสัยพราหมณ์ สัก ๓ ก้าว (เล่ห์เหลี่ยม) ไม่ได้คำแหงหาญบุกรุกรบกวน ขอท่านอสูรได้โปรดเมตตาข้าด้วย เมื่อข้าประกอบพิธีเสร็จแล้ว แม้จะต้องตายก็ไม่เสียดายชีวิต เพราะขึ้นชื่อว่าได้ประพฤติสมบรูณ์แบบที่ได้กำเนิดเกิดมาในตระกูลพราหมณ์แล้ว

.....ท้าวตาตะวันไม่รู้กล (ไม้มวยไทย) ทะนงตนตอบว่า กูได้ที่ดินแห่งนี้มาจากพระอิศวร ถ้ามึงอยากได้เพียงใช้ประกอบพิธีกูก็จะยอมให้เท่าที่มึงต้องการโดยไม่คิดอะไรทั้งหมด

.....พราหมณ์แปลง แกล้งทำเป็นสงสัย ถามอีกครั้งว่า ท่านผู้เป็นใหญ่ (เหมือนคนไทยถูกยกย่องในครั้งแรก) ท่านกรุณาให้แล้ว จะกลับเอาคืนหรือไม่

.....อสูรตาตะวันไม่เฉลียวใจ ลั่นวาจาตอบด้วยความคะนองว่า เมื่อกูให้เป็นสิทธ์แล้ว กูก็รักษาสัจจะไม่เอาคืนเป็น อันขาด

.....ทันทีที่ได้ยินยักษ์ตั้งความสัตย์ พระนารายณ์แปลงก็สำแดงเดช ป่าหิมพานต์สะท้านสะเทือน "ย่างสามขุม" ยักเยื้องคลุมแดนยักษ์หมดทั้ง ๓๐๐ โยชน์

.....
อสูรตาตะวันตกใจ ตะลึง คิดว่าคงไม่มีใครทำเช่นนั้นนอกจากองค์พระสี่กร นึกขึ้นได้ กลัวตาย รีบเผ่นหนี เพื่อเอาตัวรอด แต่ไปไม่รอด ต้องถึงกาลมอดม้วยมรณาด้วยเดชามหาอิทธิฤทธิ์แห่งเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์

.....
เพราะฉะนั้นตามตำราพระเวทจึง (นับ)ถือเอาการ "ย่างสามขุม" หรือการก้าวจังหวะยักเยื้องสามเส้าเป็นแบบฉบับ ในขบวนการ "พาหุยุทธ์" หรือการชกต่อย และใช้อุปเท่ห์เล่ห์เหลี่ยมดำเนินการปลุกปราณ (จิตใจ) บรรดามัลละ ในขณะเริ่มการต่อสู้ด้วยคติที่ว่า อย่าแต่ว่าปฏิปักษ์ซึ่งเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเลย แม้ยักษ์ เมื่อต้องประจันหน้ากับ ท่าทาง "ย่างสามขุม" ยังตกใจกลัวหนีจนไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้

.....การตั้งท่า ปัจจุบันเรียก " การจดมวย " หรือ " จดหมัด " มี ๓ ขั้นตอน ดังนี้

..............

.....๑. ท่าเข้าที่ ยืนตัวตรงเท้าชิด แขนแนบลำตัว

.....๒. ท่าเตรียม แยกขาออก ประมาณครึ่งก้าว (กว้างเท่ากับความกว้างของไหล่ตนเอง หรือกว้างกว่านั้นเล็กน้อย) ยกมือไขว้กันเป็นรูปกากบาท ตรงหน้าอก

.....๓. ท่าจดมวย ก้าวเท้าซ้ายออกไปข้างหน้า ประมาณ ๑ ก้าว หรือกว่านั้น ย่อเข่าลงเล็กน้อย

.....ยกหมัดซ้ายขึ้น ในระดับแสกหน้า ตรงอุณาโลม (จุดกึ่งกลางระหว่างหัวคิ้ว) ห่างจากหน้าประมาณ ๑ คืบ หรือ ๑๒ นิ้ว ศอกไม่กางออก

.....ยกหมัดขวาขึ้น ในระดับปลายคาง ห่างออกมาประมาณ ๒-๓ นิ้ว หมัดขวา จะอยู่ห่างกึ่งกลางแขนซ้าย ประมาณ ๒-๓ นิ้ว เช่นกัน ศอกขวา แนบลำตัว พอหลวม ๆ และผ่อนคลาย ไม่เกร็ง ไม่ห่อไหล่ ไม่ก้มหน้า เชิดหน้าอกขึ้น ท่านี้เป็นเพียง ท่านิ่ง ผู้ฝึกจะต้องเรียนรู้ ท่าย่ำเหยาะ เพื่อให้มีความพร้อมในการขึ้น ท่าครู ในลำดับต่อไป

.....ในท่าจดมวย ให้ยกเข่าซ้ายขึ้น ให้เข่าใกล้ปลายศอกซ้ายมากเท่าที่จะทำได้ น่องแนบใต้โคนขา ปลายโต่ง (ปลายเท้า) เชิดขึ้น

.....ก้าวเท้าซ้าย ไปข้างหน้า ในระยะเดิน ยกเข่าขวาขึ้น น่องแนบใต้โคนขา ปลายโต้ง (ปลายเท้า) เชิดขึ้น

.....หมัดซ้ายเลื่อนลงมาที่ ปลายคาง หมัดขวาเลื่อนขึ้นไปตรงจุดอุณาโลม ด้วยการ พันหน้า เข้าสู่ท่านิ่ง แล้วจึงค่อย เดิน ท่าก้าวย่าง และ พลิกเหลี่ยม ในอาการนี้ต่อไป ฝึกจนเกิดความชำนาญ

.....* ผู้ฝึกจะต้องฝึก ตั้งท่ามวย ๓ ขั้นตอน ท่าครู (แม่ไม้) และ ท่าก้าวย่าง ให้ได้ทั้งสองเหลี่ยม เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ในท่าพันหน้า พันหลัง และ พลิกเหลี่ยมซ้าย ขวา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ พาหุยุทธ์มวยไชยา ที่เรียกว่า ย่างสามขุมคลุมแดนยักษ์


..............................................................
..............................................................
...............................................
......................................
.....................................

.....ปรมาจารย์ เขตร์ ศรียาภัย เมื่อเดินย่างท่าครูนั้นจะสั่นศีรษะอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับใช้ปลายเท้าเขี่ยพื้นอยู่ไปมา ดูน่าเกรงขามยิ่ง

.....การไหว้ครูมวย ในสมัยโบราณนั้น มิได้เน้นที่ความอ่อนช้อย งดงาม หรือการนำเอานาฏลีลามาผสมด้วยไม่ อีกทั้งกลไม้มวยต่างๆ ที่เห็นมีแสดงกันอยู่ในปัจจุบันนั้น เพิ่งมีมาปรากฏในการไหว้ครูมวยไทย ก็เมื่อไม่นานมานี้เอง

.....
ด้วยว่า การรำร่ายไหว้ครู โดยเนื้อแท้แล้ว มุ่งเน้นไปที่ การระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์ ทำจิตให้เป็นสมาธิ สงบ อันเป็นการสำรวมจิต สำรวมกายและวิทยาการ วิทยาคมที่เล่าเรียนมา และยังแฝงไว้ด้วย ความคิดที่รอบครอบ ท่าทางระหว่างรำร่ายไหว้ครูจะต้อง มีความรัดกุม ทะมัดทะแมง ระแวด ระวัง เปี่ยมด้วยตบะครอบคลุม น่าเกรงขาม

.....และยังเป็นโอกาสในการที่จะสำรวจดูพื้นที่ (โบราณจะต่อยกันบนลานดิน) บริเวณที่ตนจะทำการสัประยุทธ์ ว่ามีหลุมบ่อ กรวดทราย ดูแสงดูดวงตะวันว่าอยู่ทิศใด เพื่อใช้ประโยชน์จากสิ่งรอบตัวนั้น มาเป็นบ่วงธรรมชาติ (เล่ห์เหลี่ยม) ในการเอาชัยต่อปรปักษ์ และเป็นการ อบอุ่นยืดหยุ่นร่างกาย พร้อมกับสำรวจคู่ต่อสู้ของตนว่ามี รูปร่างอย่างไร ลีลารำร่ายมวย จะบอกถึง ผู้ฝึกมีความช่ำชองในวิชา หรือไม่ ท่ามวยรัดกุมเพียงไร มีจิตนิ่ง หรือหวาดหวั่นต่อตนหรือไม่

ทั้งปาจรีย์ยังได้สอดแทรกคติความรักชาติ โดยแฝงรหัสไว้ด้วยปรัชญาทางวัฒนธรรมแห่งความรักและสามัคคี ในหมู่พวกเดียวกัน เนื่องจากโบราณนั้นนักมวยจากครูเดียวกัน หรือร่วมปาจรีย์เดียวกันจะไม่ตีมวยกันเป็นเด็ดขาด โดยมีรหัสให้ดูจากการรำร่ายไหว้ครูเหมือนกันเป็นหลัก สิ่งเหล่านี้เป็นจุดมุ่งหมายโดยแท้ต่อการไหว้ครู เพื่อแสดงออก ถึงวัฒนธรรมอันดีงาม ของชนชาติไทย

.....ท่ากราบเบญจางคประดิษฐ์ กราบโดยให้อวัยวะทั้ง๕ มี เข่า๒ มือ๒ และหน้าผาก๑ จรดลงกับพื้น ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ระลึกถึงคุณครูผู้ถ่ายทอดวิทยาการ เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้มีสติ สงบ เยือกเย็น ก่อนเข้าต่อสู้กับปรปักษ์

.....................................
.....................................

.....เริ่มการไหว้ครูด้วยการ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก(อันถือเป็นทิศครูตามคติความเชื่อมาแต่โบราณ) หรือทิศที่เป็นมงคลสำหรับตน แล้วจึงนั่งยองๆยกมือขึ้นพนมจรดหน้าผาก ศอกต่อเข่า นั่งตัวตรง สวดมนต์ร่ายวิทยาคม ตามที่ได้ร่ำเรียนมา เสร็จแล้วกราบ ๓ ครั้ง

.... เมื่อนักมวย ไหว้ครูเสร็จแล้ว ก็จะลุกขึ้นยืนแยกเท้าห่างกันพอประมาณ แขนแนบลำตัว สำรวมจิต

แล้วจึงยกหัวแม่มือขวาปิดจมูกขวา หายใจเข้าออกสัก ๒-๓ ครั้ง จากนั้นทำสลับด้านซ้าย ดูว่าลมหายใจ ข้างที่กำหนดนั้น ไหลเวียนคล่องดีหรือไม่

..... หากลมหายใจติดขัด ไม่คล่องตัว โบราณท่านห้ามมิให้ออกกระทำการใดๆ ให้บริกรรมคาถา จนกว่าลมหายใจข้างนั้นจะไหลเวียนคล่อง จนสงบ เกิดสมาธิ

..... เมื่อลมหายใจไหลเวียนคล่องไม่ติดขัด เป็นสมาธิดีแล้ว ก็ให้กระทืบเท้าข้างนั้น เพื่อขึ้น ท่าครู ตามวิธีการไหว้ครู ต่อไป ( ดู *การตรวจลม ใน ชินศรัทธา )


.....๑. เมื่อขึ้นท่าครูแล้วนักมวยก็จะเดินย่างสามขุม ยักเยื้อง ด้วยลีลา เนิบช้า ระแวดระวัง (เดินย่างไปหน้าตลอด และกลับตัว ห้ามย่างถอยหลัง) เพื่อสำรวจพื้นที่ ดูแสง ดูชัยภูมิ (ทิศที่จะได้เปรียบ) ในบริเวณที่จะทำการต่อสู้ พร้อมกับสักเกตดูท่ารำท่าไม้มวยของปรปักษ์ ไปด้วย เพื่อดูช่องว่าง หาจุดอ่อน อีกทั้งความถนัดในการใช้ อวัยวุธ ของคู่ต่อสู้อันเป็นการประเมินสถานการณ์ไว้เบื้องต้นชั้นหนึ่งก่อน

.....๒. "ท่าเสือลากหาง" ท่านี้เป็นการเข้าสะกดข่มขวัญ ปรปักษ์ ด้วยอาการอย่างเสือหมอบค่อย ๆ เข้าหาเหยื่อ อย่างระมัดระวัง พร้อมยกมือขึ้นป้องหน้าแสดงอาการสำรวจคู่ต่อสู้ตลอดทั้งตัว

.....๓. กระทืบเท้าแล้วกลับตัวพร้อมหันมาพยักหน้าให้ผ่ายปรปักษ์ ๓ ครั้ง ก่อนจะย่างสามขุมกลับเข้ามุม ระหว่างนั้นอาจจะมีการหยุดยั่วเย้าด้วย ท่าสุขเกษม พร้อมเอี้ยว(คอ)หน้ามาพยักหน้าอีกครั้งก็ได้