<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>MUAYCHAIYA.COM &#187; ประวัติศาสตร์</title>
	<atom:link href="http://www.muaychaiya.com/category/history/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.muaychaiya.com</link>
	<description>MUAY THAI CHAIYA SIAMYUTH CENTER</description>
	<lastBuildDate>Thu, 02 Feb 2012 15:45:59 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.2</generator>
		<item>
		<title>ทุ่มทับจับหัก โดย หมื่นมวยมีชื่อ</title>
		<link>http://www.muaychaiya.com/meun-muay-toom-tub-jub-huk/</link>
		<comments>http://www.muaychaiya.com/meun-muay-toom-tub-jub-huk/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 Jan 2011 02:06:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Terapak</dc:creator>
				<category><![CDATA[ครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[Muay boran]]></category>
		<category><![CDATA[muay chaiya]]></category>
		<category><![CDATA[muay chaiya fighter]]></category>
		<category><![CDATA[muay thai chaiya]]></category>
		<category><![CDATA[คาดเชือก]]></category>
		<category><![CDATA[มวยโบราณ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไชยา]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทย]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทยโบราณ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทยไชยา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.muaychaiya.com/?p=377</guid>
		<description><![CDATA[หมื่นมวยมีชื่อ ปล่อง จำนงทอง มวยคาดเชือก สายไชยา เขียนโดย ครูเขตร ศรียาภัย เมื่อ คราสมเด็จพระปิยมหาราช ได้เสด็จประพาสปักษ์ใต้นั้น ได้ทรงทอดพระเนตรการชกมวยอันเป็นการละเล่นที่ทางบ้านเมืองจัดถวาย และโดยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชได้ทรงสนพระทัยศึกษาเล่าเรียนวิชามวย ไทย กระบี่กระบอง และเพลงดาบจากปรมาจารย์ หลวงพลโยธานุโยค ครูมวยหลวง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการชกมวยในงานพระราชทานเพลิงพระศพ กรมขุนมรุพงศ์สิริพัฒน์ ณ ด้านใต้ของทุ่งพระเมรุ (ซึ่งต่อมาทางราชการได้มีประกาศให้เรียกว่าสนามหลวง) นักมวยที่เจ้าเมือง นำเข้ามาเพื่อแข่งขันหน้าพระที่นั่งในครั้งนั้น ล้วนมีฝีมือดีเยี่ยม โดยฝ่ายข้างเมืองไชยา พระยาไวยวุฒิวิเศษฤทธิ์(ครูขำ ศรียาภัย) เจ้าเมืองไชยา ได้นำนายปล่อง จำนงทอง ชาวบ้านหัววัว ตำบลเลม็ด เมืองไชยา มาประลองฝีมือ ได้คู่ชก กับนักมวยโคราช พวกเดียวกับนายแดง ไทยประเสริฐ (ต่อมาได้เป็นหมื่นชงัดเชิงชก) ซึ่งพระยาเหมสมาหาร เจ้าเมืองโคราชเป็นผู้นำมา เมื่อมีสัญญาณกลองให้เริ่มชกกันได้ นักมวยโคราชดูเหมือนจะคึกคะนองอย่างเชื่อมั่นในฝีมือ นายปล่องนักมวยไชยาทรุดตัวลงนั่งยองๆแบบเบญจางคประดิษฐ์ ซึ่งชาวพุทธถือว่าเป็นกิริยาการสักการะอย่างสูงสุด กระทำการกราบถวายบังคมพระเจ้าอยู่หัวแล้วค่อยๆคลานถอยหลังออกมาราว ๕ ก้าว ยืดตัวขึ้นยืนตรงหันหน้าสู่ทิศบูรพา อันเป็นทิศสถิตของครู ชายหางตาชำเลืองดูคู่ปรับ เพื่อหาจุดจบ ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="in_post_ad_top_1" style="margin: 5px;padding: 0px;"></div>
<p>หมื่นมวยมีชื่อ ปล่อง จำนงทอง มวยคาดเชือก สายไชยา เขียนโดย ครูเขตร ศรียาภัย</p>
<p>เมื่อ คราสมเด็จพระปิยมหาราช ได้เสด็จประพาสปักษ์ใต้นั้น  ได้ทรงทอดพระเนตรการชกมวยอันเป็นการละเล่นที่ทางบ้านเมืองจัดถวาย  และโดยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชได้ทรงสนพระทัยศึกษาเล่าเรียนวิชามวย ไทย กระบี่กระบอง และเพลงดาบจากปรมาจารย์ หลวงพลโยธานุโยค ครูมวยหลวง  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการชกมวยในงานพระราชทานเพลิงพระศพ  กรมขุนมรุพงศ์สิริพัฒน์ ณ ด้านใต้ของทุ่งพระเมรุ  (ซึ่งต่อมาทางราชการได้มีประกาศให้เรียกว่าสนามหลวง)</p>
<p>นักมวยที่เจ้าเมือง นำเข้ามาเพื่อแข่งขันหน้าพระที่นั่งในครั้งนั้น ล้วนมีฝีมือดีเยี่ยม  โดยฝ่ายข้างเมืองไชยา พระยาไวยวุฒิวิเศษฤทธิ์(ครูขำ ศรียาภัย)  เจ้าเมืองไชยา ได้นำนายปล่อง จำนงทอง ชาวบ้านหัววัว ตำบลเลม็ด เมืองไชยา  มาประลองฝีมือ ได้คู่ชก กับนักมวยโคราช พวกเดียวกับนายแดง ไทยประเสริฐ  (ต่อมาได้เป็นหมื่นชงัดเชิงชก) ซึ่งพระยาเหมสมาหาร  เจ้าเมืองโคราชเป็นผู้นำมา</p>
<p>เมื่อมีสัญญาณกลองให้เริ่มชกกันได้  นักมวยโคราชดูเหมือนจะคึกคะนองอย่างเชื่อมั่นในฝีมือ  นายปล่องนักมวยไชยาทรุดตัวลงนั่งยองๆแบบเบญจางคประดิษฐ์  ซึ่งชาวพุทธถือว่าเป็นกิริยาการสักการะอย่างสูงสุด  กระทำการกราบถวายบังคมพระเจ้าอยู่หัวแล้วค่อยๆคลานถอยหลังออกมาราว ๕ ก้าว  ยืดตัวขึ้นยืนตรงหันหน้าสู่ทิศบูรพา อันเป็นทิศสถิตของครู  ชายหางตาชำเลืองดูคู่ปรับ เพื่อหาจุดจบ</p>
<p>นายปล่อง จำนงทอง  ยกหมัดขวาขึ้นช้าๆ ใช้นิ้วขึ้นแตะจมูกเพื่อสอบปราณ  อาราธนาคุณผ้าประเจียดรัดแขนของพระอาจารย์หลวงพ่อปลัดชุ่ม เจ้าอาวาสวัดอุดม  และหลวงพ่อมา เจ้าอาวาสวัดทุ่งจับช้าง ระหว่างที่นายปล่อง  กำลังร่ายรำด้วยท่าชักช้าอยู่นั้น  นักมวยโคราชถือว่าได้มีสัญญาณให้ชกต่อยกันได้แล้ว จึงก้าวพรวดๆ  ตวัดด้วยตีนขวาตามถนัด  แม้นายปล่องจะไหวตัวทันและผงะหงายหน้าออกห่างก็ไม่สำเร็จ  ปลายตีนปฏิปักษ์ปะทะเข้าเหนือขมับ นายปล่อง มือตกตาลอย หงายหลังดิ้นเร่าๆ  อยู่กับพื้นสนาม นักมวยโคราชกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ  ถอยออกรำเยาะเย้ยอยู่ห่างๆ ประชาชนบางคนตะโกนเชิงคัดค้าน  แต่บางคนเห็นสมควรเพราะกรรมการได้ลั่นกลองสัญญาณให้คู่ต่อสู้ตีกันได้แล้ว  มวยไชยา อยากเซ่อซ่าเองต่างหาก</p>
<p>นายปล่อง จำนงทอง ถูกประคองเข้าพุ่ม  (ที่พักให้น้ำนักมวยสมัยก่อน)  การต่อสู้ต้องชะงักลงชั่วคราวโดยให้นักมวยคู่อื่นชกต่อยกันแทนตามประเพณี  นายปล่อง ได้รับการปัดเป่านวดเฟ้นจนรู้สึกตัวและลืมตา  คุณพ่อของผู้เขียนซึ่งมีสีหน้าทุกข์ร้อนตลอดเวลา เข้ามากระซิบถามนายปล่อง  จำนงทอง ว่าจะยอมแพ้หรือสู้เขาต่อไป นายปล่องตอบทันควันว่า  “จะขอสู้จนตายคาตีน” (ฟ้าเมืองไทย ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๓๐๑ วันพฤหัสบดีที่ ๒๖  ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗)</p>
<p>คุณพ่อยิ้มออก เมื่อได้ยินคำนายปล่อง  เอื้อมมือลูบก้านคอลูกศิษย์ตัวโปรดชี้จุดมรณะพลางปลอบใจที่ไม่เสียแรงเกิด ใกล้แดนน้ำเค็ม พร้อมกระซิบข้างหูให้ “จับหัก”  อันเป็นกระบวนแม้ไม้กลในสาขาวิชามวยไทย</p>
<p>เมื่อเริ่มต้นการชกนายปล่อง  จ้องเขม็งไปยังร่างคู่ปรับอย่างไม่กระพริบตา ยกหมัดครู  ตามแบบฉบับการไหว้ครูอย่างย่อของมวยปักษ์ใต้ ด้วยความระมัดระวัง  เพื่อมิให้เสียทีซ้ำสอง บรรจงย่างสามขุมคลุมแดนยักษ์ เริ่มการต่อสู้แบบ  “ยอมตายคาตีน” ย่อตัวลงต่ำ สั่นหัวดิกๆ ทำทีตุปัดตุเป๋  คล้ายกับคนที่เพิ่งส่างเมา</p>
<p>นักมวยโคราชมองเขม้นดูอาการนักมวยไชยาที่ ยังฮึดสู้ มั่นใจและแปลกใจระคนกัน นายปล่อง ยอบตัวต่ำลงๆ  งอศอกพันหมัดซ้ายขวาสลับป้องกันด้านหน้าตลอดถึงชายโครง ค่อยๆ กระดิบๆ  ด้วยปลายนิ้วตีนเข้าหาปฏิปักษ์ในแดนอันตราย  ก่อความสนเท่ห์ลังเลใจให้แก่นักมวยโคราช  ซึ่งรอจังหวะพิฆาตคู่ปรับด้วยไม้สำคัญของชาวที่ราบสูง</p>
<p>เอาซี! เตะ! เตะ! เป็นเสียงตะโกนติดต่อจากรอบสนาม</p>
<p>ตีนที่เขย่งขยับสับเปลี่ยน พร้อมที่จะฟาดเปรี้ยงทุกขณะ จำต้องรอจังหวะเพื่อผลทีเดียวอยู่</p>
<p>นาย ปล่องเองก็ได้ยินเสียงเตือน อย่าย่อต่ำ! อย่าย่อต่ำ! เดี๋ยวตาย!  แต่ไม่ยอมฟังเสียง เพราะได้ตั้งใจยอมตายคาตีน ยิ่งประชิดเข้าไป  ตาจ้องจับบริเวณท้องน้อยตรงจุดหนึ่งในสามที่เรียกว่า “สุมนา” ตามตำราหมอนวด  กล้ามเนื้อแขนขาของนายปล่องดิ้นยุบยิบ  พร้อมที่จะปฏิบัติงานสำคัญทันทีทันใด</p>
<p>ปฏิปักษ์ชาวโคราชยิ่งสงสัยเชิงของคู่ต่อสู้ยิ่งขึ้น รัวแขนไขว้ป้องกันตีวงใน พร้อมที่จะดีดด้วยแข้งหากถูกจู่โจม<br />
นายปล่องคงชันเข่าซ้าย เคลื่อนตนเข้าแดนอันตรายหรือระยะตีนส่วนขาขวาเหยียดยาวทอดไปข้างหลังทำนอง “เสือลากหาง” ก่อนตะครุบเหยื่อ<br />
คู่ ต่อสู้ยังไม่เตะทั้งๆที่น่าจะทำได้ ประชาชนคนดูโห่เท่าไรก็โห่ไป  เมื่อยังไม่ได้ช่องเหมาะก็ยังไม่ทำ ซึ่งเป็นคำอบรมสั่งสอนของครูอาจารย์</p>
<p>ขณะ นี้หน้าของนายปล่อง อยู่ในระดับเข่าของปฏิปักษ์ และห่างจากตีนไม่ถึง ๒ ศอก  กัดฟันตัดสินใจครั้งสุดท้าย พลาดท่าก็หาม  นายปล่องรีบเอื้อมมือขวาปัดปลายขาซ้ายด้านนอกของคู่ต่อสู้</p>
<p>คนดูนิ่ง เงียบด้วยตกตะลึงที่เห็นมวยไชยา กล้าเสี่ยงอย่างบ้าบิ่น ทันทีทันใดนั้น  ตีนขวามหาประลัยก็ผลุดจากแหล่งสมดังคำพังเพย “ ตีนดีโคราช “  ซึ่งยังความขยั้นครั่นครามไว้แก่นักมวยต่างถิ่นทั่วๆไป</p>
<p>ในพริบตา เดียวกันนั้นเอง นายปล่อง จำนงทอง  รีบลากขาขวาเสือกพรวดไปข้างหน้าใต้หว่างขาปฏิปักษ์  งอศอกขวาไขว้แนบปลายคางจนหมัดขวาพาดปิดขมับเหนือหูซ้าย  ทะลึ่งลุกพลิกเหลี่ยม กระชากขาขวาผู้เตะเข้ามาชิดตัวจนปฏิปักษ์เสียหลัก  พร้อมกันนั้นก็กดหัวปฏิปักษ์ทิ่มลงกับพื้น แบบ “ หิรัญยักษ์ม้วนแผ่นดิน”  ก้านคอด้านหลังของนักมวยโคราชสัมผัสพื้น  โดยมีร่างกำยำนำด้วยศอกประกับเข่าของมวยไชยาทับลงไปบนหน้าอกและท้องน้อย  ท่ามกลางเสียงโห่ร้องก้องบริเวณโดยไม่ทราบว่าใครโห่ให้ฝ่ายไหน</p>
<p>ปราก ฎว่านายปล่อง เป็นฝ่ายลุกขึ้นก่อนส่วนปฏิปักษ์ยังคงนอนหงายหลับตาพริ้ม  จนพวกพี่เลี้ยงต้องช่วยกันหามเข้าพุ่ม(ที่พักให้น้ำ)  พยายามนวดเฟ้นแก้ไขด้วยความห่วงใย แต่นักมวยฝ่ายถูก “จับหัก” นอนคอเอียง  ไม่อาจลุกขึ้นชกแก้ตัว จนกระทั่งเวลาค่ำมวยเลิก</p>
<p>ด้วยชัยชนะอันเฉียบ พลันเหนือคู่ต่อสู้ และมีพระราชปรารภในหมู่ข้าราชบริพารใกล้ชิดว่า  “อ้ายนี่สำคัญ” นายปล่อง จำนงทอง จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นที่  “หมื่นมวยมีชื่อ”  พร้อมกับนักมวยเอกผู้พิชิตคนอื่นๆในโอกาสเดียวกันอีกสองท่านด้วย</p>
<p>ฝ่ายไชยาหรือมวยภาคใต้ในสมัยนั้น จึงได้นับถือกันว่า “การทุ่มทับจับหัก” เป็นขั้นอุดมศึกษาของวิชามวยไทย<br />
จาก มวยครั้งนี้ อำมาตย์เอก พระยาประวัติสุทธิกรณ์ (เจริญตุลยานนท์)  หัวหน้ากองบัญชี กรมนคราทร กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า  มวยหน้าที่นั่งครั้งรัชกาลที่ ๕  ซึ่งมวยไชยาถูกเตะชักแต่กลับเอาชนะมวยโคราชได้นั้น  ทำให้เกิดความตื่นเต้นเหลือขนาด ถึงอ้าปากค้าง  เพราะต่างฝ่ายต่างเปิดฉากใช้ไม้เด็ด ของครูอาจารย์ซึ่งยากนักจะได้เห็น<br />
( เขียนโดย ครูเขตร ศรียาภัย ลงใน นิตยสารฟ้าเมืองไทย ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๓๐๒ วันพฤหัสบดีที่ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๘)
<div style='clear:both'></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.muaychaiya.com/meun-muay-toom-tub-jub-huk/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตำนานมวยไชยา หมื่นมวยมีชื่อ</title>
		<link>http://www.muaychaiya.com/muen-muay-mee-chue/</link>
		<comments>http://www.muaychaiya.com/muen-muay-mee-chue/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 02 Jan 2011 18:22:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Terapak</dc:creator>
				<category><![CDATA[ครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[kadchuek]]></category>
		<category><![CDATA[Muay boran]]></category>
		<category><![CDATA[muay chaiya fighter]]></category>
		<category><![CDATA[muay thai]]></category>
		<category><![CDATA[muen muay mee chue]]></category>
		<category><![CDATA[มวยโบราณ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไชยา]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทย]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทยโบราณ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทยไชยา]]></category>
		<category><![CDATA[หมื่นมวยมีชื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.muaychaiya.com/?p=371</guid>
		<description><![CDATA[นายปล่อง จำนงทอง เป็นลูกศิษย์ (มวย) เจ้าเมืองไชยา (เมื่อครั้งหัวเมืองขึ้นกับกระทรวงกลาโหม) คือพระยาวัยวุฒิวิเศษฤทธิ์ (ขำ ศรียาภัย) ซึ่งต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาวจีสัตยารักษ์ เป็นนักมวยที่มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ 5 จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ หมื่นมวยมีชื่อ ประวัติ นายปล่อง จำนงทอง เป็นคนบ้านหัววัว ตำบลเลม็ดโดย กำเนิด ลักษณะของท่านเป็นคนสันทัดคน หน้ากว้าง คางเรียว จมูกแหลมงุ้ม ผมหยักศกเล็กน้อย แผงอกใหญ่ แขนใหญ่ ข้อมือเล็ก น่องเล็ก ผิวค่อนไปข้างขาว แต่มีตบะน่าเกรงขาม ไม่ดุแต่คนกลัว ดูรูปร่างแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนที่มีความรวดเร็วและว่องไว เพราะการฝึกหัดศิษย์ท่านมีความรวดเร็วเหนือลักษณะรูปร่างเป็นอันมาก ไม่ว่าลูกศิษย์จะทำอะไรลูกไม้มวยแบบไหน ท่านสามารถที่จะปิดป้องได้จนหมดสิ้น นายปล่อง จำนงทอง ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าจากสมเด็จพระปิยะมหาราช รัชกาลที่ 5 ให้เป็น หมื่นมวยมีชื่อ เพราะได้เป็นผู้พิชิตมายฝีมือดี ลูกศิษย์พระเหมสมาหาร เจ้าเมืองโคราช โดยทำการต่อสู้ กันในงานเมรุกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ณ ท้องทุ่งสุเมรุด้านใกล้ๆกับป้อมเผด็จดัสกร ก็โปรดเกล้าฯ ให้นักมวยฝีไม้ลายมือดีชกชนะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ (ข้าราชการชั้นประทวน) “ ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="in_post_ad_top_1" style="margin: 5px;padding: 0px;"></div>
<p><a href="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2011/01/Legend6.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-373" title="หมื่นมวยมีชื่อ" src="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2011/01/Legend6-104x300.jpg" alt="" width="104" height="300" /></a></p>
<p>นายปล่อง จำนงทอง เป็นลูกศิษย์ (มวย) เจ้าเมืองไชยา (เมื่อครั้งหัวเมืองขึ้นกับกระทรวงกลาโหม) คือพระยาวัยวุฒิวิเศษฤทธิ์ (ขำ  ศรียาภัย) ซึ่งต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาวจีสัตยารักษ์  เป็นนักมวยที่มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ 5 จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ หมื่นมวยมีชื่อ</p>
<h5>ประวัติ</h5>
<p>นายปล่อง จำนงทอง เป็นคนบ้านหัววัว ตำบลเลม็ดโดย กำเนิด  ลักษณะของท่านเป็นคนสันทัดคน หน้ากว้าง คางเรียว จมูกแหลมงุ้ม   ผมหยักศกเล็กน้อย แผงอกใหญ่ แขนใหญ่ ข้อมือเล็ก น่องเล็ก ผิวค่อนไปข้างขาว   แต่มีตบะน่าเกรงขาม ไม่ดุแต่คนกลัว   ดูรูปร่างแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนที่มีความรวดเร็วและว่องไว   เพราะการฝึกหัดศิษย์ท่านมีความรวดเร็วเหนือลักษณะรูปร่างเป็นอันมาก   ไม่ว่าลูกศิษย์จะทำอะไรลูกไม้มวยแบบไหน ท่านสามารถที่จะปิดป้องได้จนหมดสิ้น</p>
<p>นายปล่อง จำนงทอง ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าจากสมเด็จพระปิยะมหาราช รัชกาลที่ 5 ให้เป็น <strong>หมื่นมวยมีชื่อ</strong> เพราะได้เป็นผู้พิชิตมายฝีมือดี ลูกศิษย์พระเหมสมาหาร เจ้าเมืองโคราช   โดยทำการต่อสู้ กันในงานเมรุกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ณ   ท้องทุ่งสุเมรุด้านใกล้ๆกับป้อมเผด็จดัสกร ก็โปรดเกล้าฯ   ให้นักมวยฝีไม้ลายมือดีชกชนะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่   (ข้าราชการชั้นประทวน) “ หมื่นมวยมีชื่อ” (ปลอง จำนงทอง) เป็นนักมวยจากไชยา   และ “หมื่นมือแม่นหมัด” แห่งบ้านทะเลชุบศร จังหวัดลพบุรี  กับอีกผู้หนึ่งได้เป็น หมื่นชงัดเชิงชก (แดง ไทยประเสริฐ) แห่งเมืองโคราช  หรือนครราชสีมา   ข้าราชการชั้นประทวนทั้งสามท่านนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯไม่ต้อง  เสียส่วยสาอากร   แม้กระทั่งทำความผิดก็ให้กรมการบ้านเมืองพิจารณาลดหย่อนผ่อนโทษ ตามสมควร   นับเป็นความภูมิใจของคนทั้งเมืองไชยาและลูกหลานของตระกูล “จำนงทอง”   ที่นายปลอง จำนงทอง   ได้เป็นตัวแทนของคนไชยาและได้นำเกียรติประวัติอันสูงส่งมาสู่เมืองไชยา</p>
<p>กล่าว กันว่าท่านเป็นคนหนังเหนียว   ครั้งชกมวยหน้าพระที่นั่งและได้ตำแหน่งหมื่นกลับมานั้น   ท่านถูกชกถูกบริเวณใต้ตาซ้าย มีอาการเขียวคล้ำอย่างมากแต่ไม่แตก   จากความเป็นคนสู้คน กรรมการและพรรคพวกบอกให้ยอมแพ้   แต่ท่านคิดว่าถ้าแพ้ขอตายหน้าพระที่นั่ง จนการต่อสู้จบลงด้วยชัยชนะ   และจากการต่อสู้ครั้งนี้เอง ที่ทำให้ท่านเป็นรอยเขียวช้ำจนตลอดชีวิต   แม้ตอนที่เสียชีวิตรอยเขียวช้ำนั้นจะจางหายไปบ้างแล้วก็ตามนอกจาการต่อสู้ใน  ครั้งนั้นแล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งคือ   ตอนที่ท่านนำนักมวยไปชกในงานรับเสด็จรัชกาลที่ 6 ที่บนควนท่าข้าม   อำเภอพุนพิน ตอนขากลับท่านได้รับอุบัติเหตุคือ เรือใบถูกลมพัดจัด   เสาใบหักลงตีศีรษะของท่านเป็นรอยบุ๋มทุกคนในเรือคิดว่าท่านศีรษะต้องแตก   แต่เมื่อท่านเปิดมือที่กุมหัวให้ดู ทุกคนก็เห็นว่าไม่มีเลือดไหลออกมาเลย   นอกจากจะเห็นศีรษะของท่านเป็นรอยบุ๋มลง   และจากอุบัติเหตุครั้งนี้เองที่ทำให้ท่านกลายเป็นคนที่หูค่อนข้างตึงไปเล็ก  น้อย</p>
<h4>การฝึกมวย</h4>
<p>การฝึกมวยให้กับศิษย์ของท่าน  ส่วนใหญ่ท่านจะคอยนั่งดูและจะแนะนำให้นอกจากจะไม่พอใจเท่านั้นท่านจึงจะลงมา สวมนวมซ้อมให้เอง แต่ไม่ค่อยมีใครกล้าซ้อมกับท่าน  เพราะการซ้อมกับท่านต้องทำจริงโดยท่านจะเป็นผู้แสดงวิธีแก้ลูกไม้มวยแต่ละ อย่างให้พร้อมทั้งการจู่โจมเข้าทำ  เนื่องจากท่านเป็นคนที่มีความรวดเร็วในการเข้าออกในการต่อสู้  รวมทั้งเข้ามวยได้ทั้งซ้ายและขวา ลูกศิษย์ของท่านต้องเข้ามวยได้ทั้งสองข้าง  ถ้าใครเข้ามวยเพียงด้านเดียวแล้ว ส่วนใหญ่จะได้รับการฝึกเป็นพิเศษ  จนบางครั้งต้องเป็นอันตรายก็มี เช่น นายนุ้ย อักษรชื่น  เป็นแผลเป็นที่หน้าแข้งยาว เกือบ 2 นิ้วมาจนทุกวันนี้ นายรับ  เมืองคล้ายหน้าแข้งยังบวมปูดอยู่จนทุกวันนี้ ก็เพราะลูก “ฉุด”  (การใช้นิ้วเท้าเตะไปที่หน้าแข้ง)  จากการฝึกหัดที่อาจจะเจ็บตัวกว่าการที่ชกจริง  ทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้าลงนวมซ้อมกับท่าน เคยมีครั้งหนึ่งท่านไม่พอใจในการฝึก  ถึงมาลงนวม เพื่อซ้อมให้  ปรากฏว่าหลานชายต้องกระโดดน้ำหนีทั้งๆที่ยังสวมนวมอยู่ แต่เมื่อท่านไม่อยู่  ผู้ที่ควบคุมการฝึกซ้อมได้แก่ นางอาบ ลูกสาวคนโต  ถึงแม้ลูกๆของท่านจะเป็นผู้หญิงแทบทั้งหมด  แต่ท่านยังฝึกมวยให้สำหรับลูกที่สนใจ อย่างเช่นนางอาบและนางปราง เป็นต้น</p>
<h5>ชีวิตครอบครัว</h5>
<p>หมื่นมวยมีชื่อมีชื่อเสียงปรากฏว่าเป็นคนเจ้าชู้คนหนึ่ง  เพราะนอกจากภรรยาทั้งสามคนแล้ว  การไปไหนโดยเฉพาะการนำมวยไปชกที่งานเฉลิมฯที่บ้านดอน  ทุกครั้งต้องมีลูกสาวคนโตติดตามไปด้วยเพื่อเป็นการป้องกัน  แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามเมื่อท่านเสียชีวิตแล้วก็มีลูกๆจากในบาง (อำเภอเมือง)  ติดตามมาหาพ่อก็หลายคน</p>
<p>หมื่นมวยมีชื่อ ท่านได้เสียชีวิตลงอย่างสงบ  ที่บ้านของท่านเองเมื่ออายุได้ 60 ปี เศษ มีการจัดงานศพถึง 9 คืน  ซึ่งนับได้ว่าเป็นศพแรกของไชยาก็ว่าได้ที่ทำบุญงานศพนานถึงเพียงนั้น  และในวันเผาศพก็มีการชกมวยของบรรดาศิษย์เป็นการบูชาครูครั้งสุดท้ายอย่างมาก มาย</p>
<p>หมื่นมวยมีชื่อมีทายาทสืบสกุลดังต่อไปนี้ คือ</p>
<h5>ทายาทที่เกิดจากแม่หอย</h5>
<ul>
<li>นางอาบ คงคล้ำ อายุ 91 ปี บ้านเลขที่ 38 หมู่ที่ 1 ตำบลเวียง อำเภอไชยา</li>
<li>นางพร้อย จำนงทอง อายุ 87 ปี บ้านเลขที่ 120 หมู่ที่ 4 ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา</li>
<li>นางปราง ศักดิ์เพชร อายุ 85 ปี หมู่ที่ 40 ตำบลเวียง อำเภอไชยา</li>
<li>นางปริง (ถึงแก่กรรมแล้ว)</li>
<li>นางอบ นิลเอี่ยม อายุ 78 ปี บ้านเลขที่ 121 หมู่ที่ 4 ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา</li>
</ul>
<h5>ทายาทที่เกิดจากแม่ช้อย</h5>
<ul>
<li>นางงอ เรืองเวช อายุ 75 ปี บ้านเลขที่ หมู่ที่ 4 ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา</li>
<li>นางเกลื้อน ศักดิ์เพชร อายุ ปี บ้านเลขที่ หมู่ที่ 4 ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา</li>
</ul>
<h5>ทายาทที่เกิดจากแม่จบ</h5>
<ul>
<li>นางพัน มุนเนียมอายุ ปี บ้านเลขที่ หมู่ที่ 5 ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา</li>
<li>นายจูด จำนงทอง (ถึงแก่กรรมแล้ว)</li>
</ul>
<div style='clear:both'></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.muaychaiya.com/muen-muay-mee-chue/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทุ่มทับจับหักโดยครูทองและครูแปรง</title>
		<link>http://www.muaychaiya.com/throwing-smashing-grappling-breaking/</link>
		<comments>http://www.muaychaiya.com/throwing-smashing-grappling-breaking/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 29 Aug 2010 17:11:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Terapak</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[breaking]]></category>
		<category><![CDATA[grappling]]></category>
		<category><![CDATA[Kru preang]]></category>
		<category><![CDATA[Kru tong]]></category>
		<category><![CDATA[muay chaiya]]></category>
		<category><![CDATA[muay chaiya fighter]]></category>
		<category><![CDATA[muay thai]]></category>
		<category><![CDATA[smashing]]></category>
		<category><![CDATA[student]]></category>
		<category><![CDATA[thorwing]]></category>
		<category><![CDATA[ครูทอง]]></category>
		<category><![CDATA[ครูแปรง]]></category>
		<category><![CDATA[ทุ่มทับจับหัก]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดมวย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.muaychaiya.com/?p=276</guid>
		<description><![CDATA[ภาพการสอนเคล็ดทุ่มทับจับหักโดยครูทองและครูแปรง บันทึกไว้นานแล้วครับ วันนี้ไปค้นรูปถ่ายที่ครูได้เก็บเอาไว้ เลยนำเอามาให้ดูกันนะครับ มีภาพขาวดำที่นำมาจากฟิลม์ด้วยนะครับ คงจะพอเห็นเค้าลางของการสอนวิชาการนะครับ และเอาบางส่วนที่ครูแปรงสอนทุ่มทับจับหักที่บ้านมาให้ดูด้วย อยากเห็นตัวเต็มต้องไปขอครูดูเอาเองนะครับผม]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="in_post_ad_top_1" style="margin: 5px;padding: 0px;"></div>
<p style="text-align: center;">ภาพการสอนเคล็ดทุ่มทับจับหักโดยครูทองและครูแปรง บันทึกไว้นานแล้วครับ วันนี้ไปค้นรูปถ่ายที่ครูได้เก็บเอาไว้ เลยนำเอามาให้ดูกันนะครับ มีภาพขาวดำที่นำมาจากฟิลม์ด้วยนะครับ คงจะพอเห็นเค้าลางของการสอนวิชาการนะครับ</p>
<p style="text-align: center;">และเอาบางส่วนที่ครูแปรงสอนทุ่มทับจับหักที่บ้านมาให้ดูด้วย อยากเห็นตัวเต็มต้องไปขอครูดูเอาเองนะครับผม</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2010/08/Krutong-Krupreang-TTJH.jpg"><img class="size-medium wp-image-277  aligncenter" title="Krutong Krupreang TTJH" src="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2010/08/Krutong-Krupreang-TTJH-225x300.jpg" alt="Muay Chaiya Krupeang" width="225" height="300" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="../wp-content/uploads/2010/08/Huk-Krutong-Krupraeng.jpg"><img title="Huk Krutong Krupraeng" src="../wp-content/uploads/2010/08/Huk-Krutong-Krupraeng-300x265.jpg" alt="" width="300" height="265" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2010/08/Krutong-Krupreang-TTJH.jpg"></a><a href="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2010/08/Krutong-Krupreang-TTJH2.jpg"><img class="size-medium wp-image-278  aligncenter" title="Krutong Krupreang TTJH2" src="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2010/08/Krutong-Krupreang-TTJH2-225x300.jpg" alt="Kru Preang Muay Chaiya" width="225" height="300" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2010/08/Huk-Krutong-Krupraeng-1.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-281" title="Huk Krutong Krupraeng 1" src="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2010/08/Huk-Krutong-Krupraeng-1-300x198.jpg" alt="" width="300" height="198" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2010/08/Krupreang-Lock-2.png"><img class="aligncenter size-medium wp-image-282" title="Krupreang Lock 2" src="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2010/08/Krupreang-Lock-2-300x218.png" alt="" width="300" height="218" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2010/08/Huk-Krutong-Krupraeng.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-283" title="Krupreang Lock" src="http://www.muaychaiya.com/wp-content/uploads/2010/08/Krupreang-Lock-300x198.png" alt="" width="300" height="198" /><br />
</a></p>
<div style='clear:both'></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.muaychaiya.com/throwing-smashing-grappling-breaking/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พาหุยุทธ์มวยไทยไชยา และ อาวุธไทยพิชัยยุทธ์</title>
		<link>http://www.muaychaiya.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://www.muaychaiya.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 09 Jul 2010 02:54:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Terapak</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[experience]]></category>
		<category><![CDATA[Kru preang]]></category>
		<category><![CDATA[muay chaiya]]></category>
		<category><![CDATA[muay thai]]></category>
		<category><![CDATA[muay thai chaiya]]></category>
		<category><![CDATA[ครูแปรง]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไชยา]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทย]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทยโบราณ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไทยไชยา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.muaychaiya.com/?p=256</guid>
		<description><![CDATA[คำปรารภ &#8230;..เมื่อผู้เขียนได้รับการทาบทามให้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่อง มวยไทยโบราณ และมวยคาดเชือกไชยา ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่จะเขียนถึงวิชาที่สูญไปจากวงการนับร้อยปี ทำให้ต้องไตร่ตรองอยู่หลายวัน ด้วยเหตุหลาย ๆ ประการ แต่เมื่อได้ทบทวนดูแล้ว ถ้าผู้เขียนจะเก็บเอาความรู้ที่ครูบาอาจารย์ได้พร่ำอบรมสั่งสอนอย่างอดทน เพื่อจะนำพาไปสัมปรายภพด้วยอย่างไร้ความหมาย ย่อมอกตัญญูต่อครูบาอาจารย์และชาติอย่างไม่น่าให้อภัย จึงปลงตก ถือเสียว่าเป็นการทำเพื่อถวายพระคุณของครู และสนองคุณแผ่นดินก่อนตาย &#8230;..ข้อเขียนทั้งหลายและต่อ ๆ ไปในภายภาคหน้า (หากมีผู้สนใจติดตาม) ขอให้ทราบไว้ด้วยว่าผู้เขียนได้เขียนตาม ที่ผู้เขียนได้ศึกษาเล่าเรียนมาจากครูบาอาจารย์ ซึ่งอาจผิดแผกไปจากของคณาจารย์ของสำนักอื่น ๆ ก็อาจเป็นได้ และบางช่วงบางตอนอาจ เป็นคำกล่าวคำพูดของครู ของอาจารย์ปู่ และบาจรีย์ทุกท่าน ที่ได้เคยเขียนเคยพูดและเคยฝากผลงานไว้เป็นเลิศแล้วเมื่ออดีตกาล อันเป็นการเชิดชูผลงานของท่าน มิได้อวดรู้ อวดภูมิ ตีตนเสมอครูบาอาจารย์ แต่อย่างใด เพราะความรู้ผู้เขียน เปรียบเหมือน แสงหิ่งห้อยที่ไม่อาจหาญเปรียบแสงสุริยะฉาย ลูกหลานโปรดจำไว้ &#8220;เป็นครูท่าเดียว วันเดียว เดือนเดียว ปีเดียว&#8230;..&#8221; ถือเป็นครูตลอดชีวิต จงกตัญญูและตอบแทนดูแลท่านตามควร ปฐมบท สิ่งมีชีวิตทุกสิ่งเกิดมาย่อมต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการมีชีวิตอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ประเสริฐที่เรียกตัวเองว่า มนุษย์ ต่างต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชีวิตอยู่รอดนับแต่ยังไม่ปฏิสนธิเสียอีก สัตว์โลกย่อมมีวิธีการต่อสู้เฉพาะที่ร้ายกาจเหมาะกับตัวมันเอง เพื่อเอาตัวรอด เพื่อหาอาหาร สัตว์เดรัจฉานแสดงอาการต่อสู้โดยสัญชาติญาณ ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="in_post_ad_top_1" style="margin: 5px;padding: 0px;"></div>
<h3>คำปรารภ</h3>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;..</span><span style="color: #000000;">เมื่อผู้เขียนได้รับการทาบทามให้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่อง  มวยไทยโบราณ และมวยคาดเชือกไชยา  ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่จะเขียนถึงวิชาที่สูญไปจากวงการนับร้อยปี  ทำให้ต้องไตร่ตรองอยู่หลายวัน ด้วยเหตุหลาย ๆ ประการ แต่เมื่อได้ทบทวนดูแล้ว  ถ้าผู้เขียนจะเก็บเอาความรู้ที่ครูบาอาจารย์ได้พร่ำอบรมสั่งสอนอย่างอดทน  เพื่อจะนำพาไปสัมปรายภพด้วยอย่างไร้ความหมาย  ย่อมอกตัญญูต่อครูบาอาจารย์และชาติอย่างไม่น่าให้อภัย จึงปลงตก  ถือเสียว่าเป็นการทำเพื่อถวายพระคุณของครู และสนองคุณแผ่นดินก่อนตาย</span></p>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;..</span>ข้อเขียนทั้งหลายและต่อ ๆ ไปในภายภาคหน้า  (หากมีผู้สนใจติดตาม) ขอให้ทราบไว้ด้วยว่าผู้เขียนได้เขียนตาม  ที่ผู้เขียนได้ศึกษาเล่าเรียนมาจากครูบาอาจารย์  ซึ่งอาจผิดแผกไปจากของคณาจารย์ของสำนักอื่น ๆ ก็อาจเป็นได้ และบางช่วงบางตอนอาจ  เป็นคำกล่าวคำพูดของครู ของอาจารย์ปู่ และบาจรีย์ทุกท่าน  ที่ได้เคยเขียนเคยพูดและเคยฝากผลงานไว้เป็นเลิศแล้วเมื่ออดีตกาล  อันเป็นการเชิดชูผลงานของท่าน มิได้อวดรู้ อวดภูมิ ตีตนเสมอครูบาอาจารย์ แต่อย่างใด  เพราะความรู้ผู้เขียน เปรียบเหมือน  แสงหิ่งห้อยที่ไม่อาจหาญเปรียบแสงสุริยะฉาย</p>
<p>ลูกหลานโปรดจำไว้ <strong><span style="color: #ff9900;">&#8220;เป็นครูท่าเดียว วันเดียว เดือนเดียว ปีเดียว&#8230;..&#8221;</span></strong><span style="color: #ff9900;"> </span><span style="color: #ffcc00;">ถือเป็นครูตลอดชีวิต  จงกตัญญูและตอบแทนดูแลท่านตามควร</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><img class="aligncenter" title="Muay chaiya 1986" src="http://muaythaichaiya.org/article/bangkoknoi.jpg" alt="Muay chaiya" width="239" height="300" /></span></p>
<h2><span style="color: #000000;"><span style="color: #3366ff;">ปฐมบท</span><br />
</span></h2>
<p><span style="color: #000000;">สิ่งมีชีวิตทุกสิ่งเกิดมาย่อมต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการมีชีวิตอยู่รอด  ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ประเสริฐที่เรียกตัวเองว่า มนุษย์  ต่างต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชีวิตอยู่รอดนับแต่ยังไม่ปฏิสนธิเสียอีก  สัตว์โลกย่อมมีวิธีการต่อสู้เฉพาะที่ร้ายกาจเหมาะกับตัวมันเอง เพื่อเอาตัวรอด  เพื่อหาอาหาร สัตว์เดรัจฉานแสดงอาการต่อสู้โดยสัญชาติญาณ ส่วนเวไนยสัตว์  (สัตว์ที่สอนได้) หรือมนุษย์ ซึ่งเป็นสัตว์ประเสริฐ  นับเป็นผู้ที่มีสมองและสติปัญญาสามารถที่พัฒนาได้อย่างไม่สิ้นสุด  ย่อมมีการวิวัฒนาการ และพัฒนาการการต่อสู้  ที่มีสมรรถภาพอย่างไม่หยุดยั้ง</span></p>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;..</span>หากเรามีความเชื่อในทฤษฎีที่ว่ามนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากวานร  ตามประวัติมนุษยชาติ มนุษย์ย่อมมีการต่อสู้กันนับตั้งแต่ เริ่มไต่ลงมา จากต้นไม้  เมื่อประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว  อีกทั้งสัญชาติญาณดิบนับแต่เป็นวานรย่อมยังคงหลงเหลือติดอยู่ในสายเลือดอยู่บ้าง  ไม่มากก็น้อย มนุษย์สมัยดึกดำบรรพ์จึงต่อสู้กันไม่ต่างไปจากสัตว์เดรัจฉานมากนัก  คือสู้กันตามสัญญาณชาติดิบ ๆ ที่มีมาตามธรรมชาติ โดยใช้อวัยวุธ  (อวัยวะของร่างกายที่ใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้)  ในร่างกายทุกอย่างที่ธรรมชาติประทานมา ทำร้ายซึ่งกันและกัน &#8220;ปากกัด ตีนถีบ มือฉุด  ข่วน ตะปบ แขนฟาด หมัดต่อย ทุบ ศอกถอง เข่ากระทุ้ง ก้นกระแทก แบกบ่า ทุ่มทับ จับหัก  ควักนัยน์ตา ฯลฯ&#8221; หยิบฉวย ได้สิ่งใดใกล้มือที่ใช้ทำร้ายคู่ต่อสู้ได้ ก็ใช้สิ่งนั้น  เช่นกระดูกสัตว์ กิ่งไม้ ก้อนหิน กระบอง ลูกดอก หน้าไม้ กระสุน  ซึ่งชนะก็แย่แพ้ก็เกือบตาย อันเป็นการใช้พละกำลังเข้าหักหาญกันโดยแท้  (ยังขาดศาสตร์และศิลป์เพราะยังไม่พัฒนา) มีอยู่อย่างเดียวก็คือ  เพื่อเอาตัวรอดเท่านั้น มนุษย์ในสมัยโบราณจึงต่อสู้เพื่อเหตุใหญ่ ๆ ๒ ประการ  คือ</p>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</span>๑. แย่งอาหาร  และแดนหากิน</p>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</span>๒.  เกิดการหึงหวงมนุษย์ที่ออกลูกได้</p>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;..</span>การต่อสู้ในสมัยดึกดำบรรพ์ ขณะที่มนุษย์อยู่ถ้ำ  อยู่โพรงไม้ มักเป็นการต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว หรือเป็นเฉพาะครอบครัวเล็ก ๆ  เพียงครอบครัวเดียวเท่านั้น  แต่โดยแท้แล้วมนุษย์เป็นสัตว์ที่เกิดมาอย่างมีสัญชาติญาณแห่งความขลาดกลัว  และสัญญาแห่งการอยู่ร่วมกัน เป็นกลุ่มสังคม มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความฉลาด มีปัญญา  ความเจ็บปวด ความตาย ความสูญเสีย ความเสียใจ ความโศกเศร้า ทำให้มนุษย์  เกิดความคิดรู้จักคบค้าสามัคคีไปมาหาสู่กัน และรีรอกัน  อันนับเป็นปฐมการณ์อย่างหนึ่งที่ทำให้มนุษย์รวมกันเป็นกลุ่มก้อน เป็นชุมชน  จากกลุ่มเล็ก ๆ เป็นกลุ่มใหญ่ จนเป็นรัฐและเป็นประเทศชาติขึ้น</p>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;..</span>การตัดสินปัญหาข้อพิพาทและการต่อสู้กันด้วยกำลังของมนุษย์จึงเริ่มเปลี่ยนไปเป็นถ้อยทีถ้อยอาศัยอนุโลม  ปฏิโลมต่อกัน<br />
ดูเหมือนจะเป็นการดีเมื่อมนุษย์สามารถรวมกันเป็นพวกได้  กรณีพิพาทกันเองดูน้อยลง และแก้ไขได้ตามกฎระเบียบของกลุ่มชน ที่มีการตกลงร่วมกัน  ความระแวงระวังแบบสัญชาติญาณป่าน้อยลง รู้สึกอบอุ่นขึ้น  แต่การรวมกลุ่มของมนุษย์มิได้มีกลุ่มเดียว มิใช่มีเพียงชนเผ่าเดียว  ความเห็นความคิดของแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน ภาษาต่างกัน อุดมคติ อารมณ์ต่างกัน  ความเชื่อต่างกัน  มนุษย์ยิ่งเจริญขึ้นมนุษย์ยิ่งมีการขัดแย้งต่อสู้กันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  จากเดิมพิพาทกันเพื่อแย่งชิงอาหารแดนทำกิน แย่งมนุษย์ที่ออกลูกได้  ยังต่อสู้กันเพราะขอช้างเผือกไม่ได้ดังใจ ขอคืนหญิงงามไม่สำเร็จ  มีหลายสาเหตุที่อาจพิพาทกันได้ทุกเมื่อ การต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว  กลายเป็นมหาสงครามระหว่างประเทศ</p>
<h2><span style="color: #000000;"><span style="color: #3366ff;">กำเนิดของพาหุยุทธ์มวยไทยโบราณ</span><br />
</span></h2>
<p><span style="color: #000000;"><img class="aligncenter" title="Muay Thai Chaiya" src="http://muaythaichaiya.org/article/bangkoknoi2.jpg" alt="Muay Thai Chaiya" width="237" height="300" /><br />
</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><br />
</span></p>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;..</span><span style="color: #000000;">ตามประวัติศาสตร์ก่อนสมัยกรุงสุโขทัย  ชนชาติไทย ถูกสันนิษฐานว่ามีอายุไร่เรี่ยกับความเจริญของชาวอียิปต์ บาบิโลเนีย  และอัสสิเรีย ไทยเป็นชาติที่มีความเจริญมาก่อนจีน และก่อนชาวยุโรป  มีการปกครองและมีระเบียบแบบแผนเป็นปึกแผ่น อยู่ ณ ดินแดน  ซึ่งเป็นประเทศจีนในปัจจุบันนี้</span></p>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;..</span>ชนชาติไทยเป็นชนชาติที่น่าสงสาร ก่อนพุทธศักราช ถูกรุกรบ  จนต้องถอยร่น จากแดนทำกินอันอุดมสมบูรณ์ของ ๒ ฟาก กลุ่มแม่น้ำฮวงโหและยั่งจือ  เรียกว่า อาณาจักรอ้ายลาว หรือ ไทยมุง หรือ ไทยเมือง ซึ่งเป็นมณทลเสฉวน ฮูเป อันฮุย  และเกียงซี ไทยต้องอพยพหลบหลีกความเป็นทาสมาทางตอนใต้เรื่อยมา  โดยถือหลักไปตายเอาดาบหน้า ดีกว่าเป็นขี้ข้าของชาติอื่น</p>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;..</span>ด้วยสันดานเป็นไทย และนิสัยเป็นนักรบมาหลายชั่วอายุคน  ด้วยรักสันติ รักอิสระไม่ยอมเป็นทาสใคร ต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด เพื่อมาตุภูมิ  เพื่อคนที่ตนรัก นับครั้งไม่ถ้วน เพื่อเป็นการไม่ประมาท บรรดาพฤธ์หรือพ่อเฒ่า  ตามปัจจันท์ชนบท (ชายเขตแดนติดต่อแดนต่างประเทศ)  ได้พยายามสร้างสมบรรดาชายหนุ่มของหมู่บ้านด้วยอุปเท่ห์ การเล่น &#8220;ออกแรง&#8221;  เช่นการปล้ำ วิ่งวัว พายเรือแข่ง เสือข้ามห้วย จงอางหวงไข่ และไม้ลอย  (การห้อยโหนตีลังกาในที่สูง) และเพื่อการป้องกันตัว พ่อเฒ่าทั้งหลาย  ได้เพียรพยายามรวบรวมคิดค้นวิธีต่อสู้ติดต่อกันตลอดหลายชั่วคน  จากบรรพบุรุษที่ผ่านการรบมานานนับพันปี จนสามารถกำหนด  เป็นหลักเกณฑ์เฉพาะคนไทยด้วยเชิง &#8220;ชิงคม&#8221; และ &#8220;พันลำ&#8221;  อันก่อให้เกิดความครั่นคร้ามแก่ศัตรูผู้รุกรานทั่วไป</p>
<p><span style="color: #000000;">&#8230;..</span>อาจารย์เขตร ศรียาภัย (อาจารย์ปู่ของผู้เขียน)  กล่าวไว้ว่า มวย &#8220;หมายถึงการชกต่อยตามแต่ครูจะสอน  หรือการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด&#8221;</p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">มวยไทย</span></strong> <span style="color: #3366ff;">หมายถึง &#8220;ศิลปะศาสตร์ซึ่งบรรพบุรุษได้เพียรพยายามสืบทอด  และพัฒนายกระดับวิธีต่อสู้ป้องกันตัว มอบให้เป็นมรดกแก่ลูกไทย นับเป็นพันปีมาแล้ว  มวยไทยขนานแท้นั้นไม่มีชนชาติใดสามารถแสดงได้ดีเท่าคนไทย  แต่ปัจจุบันนี้มวยไทยถูกดั</span><span style="color: #000000;"><span style="color: #3366ff;">ดแปลงจนสิ้น หนักไปทางใช้พละกำลัง  ขาดศิลปะ และประเพณีนิยม&#8221;</span> (อาจารย์เขตร ศรียาภัย)</span></p>
<p style="text-align: right;"><span style="color: #000000;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff0000;">ครูแปรง ญปภพ ประมวญ ประธานมูลนิธิมวยไทยไชยา</span></span><br />
</span></p>
<div style='clear:both'></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.muaychaiya.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หมัดคาดเชือก โรยแก้วชุบกาว จริงหรือ ?</title>
		<link>http://www.muaychaiya.com/did-ancient-muay-thai-fighters-cover-their-gloves-with-broken-glass/</link>
		<comments>http://www.muaychaiya.com/did-ancient-muay-thai-fighters-cover-their-gloves-with-broken-glass/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Dec 2009 07:55:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Terapak</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[broken glass]]></category>
		<category><![CDATA[kadchuek]]></category>
		<category><![CDATA[คาดเชือก]]></category>
		<category><![CDATA[ชุบกาว]]></category>
		<category><![CDATA[โรยแก้ว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://muaychaiya.com/?p=78</guid>
		<description><![CDATA[หมัดคาดเชือก โรยแก้ว,ชุบกาว จริงหรือ ? แรก ๆ ที่ได้ยินคำถาม เช่นนี้ ข้าพเจ้า ก็รู้สึกประหลาดใจ ด้วยความที่ได้ยิน ได้ฟังเรื่องราวทำนองนี้มานานเท่าอายุ อีกทั้งคนรุ่นพ่อ รุ่นปู่ เขาก็ได้ยินต่อ ๆ กันมา ถึงเรื่อง มวยโบราณจะมีการนำแก้วมาโรยไว้ที่หมัดคาดเชือก ในการชกต่อยกัน เพื่อเพิ่มความเฉียบคมให้กับหมัด แล้วเหตุใดจึงมีความสงสัยในเรื่องนี้ไปได้เล่า ? แต่&#8230;ก่อนที่ท่านผู้อ่านจะยอมรับหรือปฏิเสธ เรื่องที่ข้าพเจ้า ได้เกริ่นหัวข้อไว้เป็นปริศนานั้น ใคร่ขอนำท่านมาพิจารณา เนื้อหาโดยแท้ของ การคาดเชือก พันหมัด ก่อน “ตีมวย” ขอเหล่า ฌัลละ (นักมวย) ท่านมีเหตุผลกลวิธีสร้างสรรค์ เชือกคาดหมัด มาแต่เดิมอย่างไร ดังข้าพเจ้าจะใคร่ขอเฉลยไว้ ดังนี้ ๑. เชือกที่นำมาใช้ คือ ด้ายดิบ ที่มีความอ่อนนุ่ม จับเป็น ไจ รวบให้ได้ขนาดโตเท่าดินสอดำ (ปรมาจารย์เขตร์ ท่านกล่าวไว้) ปั่นให้ขึ้นรูปเชือก&#8230; ส่วนวิธีคาดเชือก นั้นแบ่งได้ตาม ความนิยมของแต่ละถิ่น แต่ละภาค ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="in_post_ad_top_1" style="margin: 5px;padding: 0px;"></div>
<h3><a href="http://muaychaiya-art.blogspot.com/2009/08/blog-post_27.html" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/muaychaiya-art.blogspot.com/2009/08/blog-post_27.html?referer=');">หมัดคาดเชือก โรยแก้ว,ชุบกาว จริงหรือ ?</a></h3>
<p><a href="http://3.bp.blogspot.com/_GLWNm8hmGnA/SpbWYcqF47I/AAAAAAAAAzc/TZf5bJcoNBc/s1600-h/muaychaiya.com5.jpg" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/3.bp.blogspot.com/_GLWNm8hmGnA/SpbWYcqF47I/AAAAAAAAAzc/TZf5bJcoNBc/s1600-h/muaychaiya.com5.jpg?referer=');"><img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px;width: 200px;float: right;height: 156px;cursor: pointer" src="http://3.bp.blogspot.com/_GLWNm8hmGnA/SpbWYcqF47I/AAAAAAAAAzc/TZf5bJcoNBc/s200/muaychaiya.com5.jpg" border="0" alt="" /></a> แรก ๆ ที่ได้ยินคำถาม เช่นนี้ ข้าพเจ้า ก็รู้สึกประหลาดใจ ด้วยความที่ได้ยิน ได้ฟังเรื่องราวทำนองนี้มานานเท่าอายุ อีกทั้งคนรุ่นพ่อ รุ่นปู่ เขาก็ได้ยินต่อ ๆ กันมา<br />
ถึงเรื่อง มวยโบราณจะมีการนำแก้วมาโรยไว้ที่หมัดคาดเชือก ในการชกต่อยกัน เพื่อเพิ่มความเฉียบคมให้กับหมัด แล้วเหตุใดจึงมีความสงสัยในเรื่องนี้ไปได้เล่า ?</p>
<p>แต่&#8230;ก่อนที่ท่านผู้อ่านจะยอมรับหรือปฏิเสธ เรื่องที่ข้าพเจ้า ได้เกริ่นหัวข้อไว้เป็นปริศนานั้น ใคร่ขอนำท่านมาพิจารณา เนื้อหาโดยแท้ของ การคาดเชือก พันหมัด<br />
ก่อน “ตีมวย” ขอเหล่า ฌัลละ (นักมวย) ท่านมีเหตุผลกลวิธีสร้างสรรค์ เชือกคาดหมัด มาแต่เดิมอย่างไร ดังข้าพเจ้าจะใคร่ขอเฉลยไว้ ดังนี้</p>
<p>๑. เชือกที่นำมาใช้ คือ ด้ายดิบ ที่มีความอ่อนนุ่ม จับเป็น ไจ รวบให้ได้ขนาดโตเท่าดินสอดำ (ปรมาจารย์เขตร์ ท่านกล่าวไว้) ปั่นให้ขึ้นรูปเชือก&#8230; ส่วนวิธีคาดเชือก<br />
นั้นแบ่งได้ตาม ความนิยมของแต่ละถิ่น แต่ละภาค เช่น มวยภาคอีสาน จะพันเชือกสูงเกือบถึงศอก มวยภาคเหนือ ,มวยภาคกลาง มักพันเชือกสูงสักครึ่งแขน และมวยภาคใต้<br />
จะพัน เชือกแค่คลุมข้อมือ หรือสูงเลยข้อมือเพียงเล็กน้อย แต่ใครจะพันหมัด ถักหมัด ด้วยวิธีลีลาอย่างไร ไม่มีกฎตายตัว เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลเป็นหลัก</p>
<p>๒. เชือกที่เตรียมไว้ ท่านไม่กำหนดความยาวไว้ แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน เริ่มด้วย คาดพันเชือกบริเวณข้อมือก่อน แล้วพันไล่ขึ้นไปคลุมถึง นิ้วก้อย<br />
จาก นั้นจึงพันเหนี่ยว รั้งเข้าที่ ร่องนิ้ว คาดกลับลงมาที่ข้อมือ เพื่อกระชับกระดูกข้อมือ ใหญ่น้อย กันให้ไม่เคล็ดหรือ ซ้น หัก เอาง่าย ๆ เมื่อชกต่อยกับคู่ปรปักษ์</p>
<p>๓. กติกากำหนดให้ใช้เชือกล้วน ๆ ในการพัน ไม่อนุญาตให้ใช้วัสดุอื่นใด ( ยกเว้นเพียง ขวานฟ้า เครื่องรางชิ้นเล็กที่สอดไว้ใน ซองมือ ระหว่างพันมือเท่านั้น )<br />
ฌัลละ ผู้ชาญฉลาด ท่านได้นำเชือกที่เหลือจากการคาดหมัด และถัก แข้งสิงห์ มาบิดเป็นเกลียว เกิดปุ่มปมเชือก แล้ววางไว้บริเวณหลังมือ เรียก ก้นหอย และจะสักตรึงก้นหอยนั้นไว้ด้วย หางเชือก เพื่อใช้เชือกที่ได้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยความอ่อนนุ่นของเชือกด้ายดิบที่พันรัดไว้พอเหมาะ และความแข็งคมของตัวหอยที่ขดเกลียวจนได้ที่ ประกอบกับการพ่นน้ำใส่ พอชุ่ม เมื่อถักหมัดเสร็จแล้วนี่เอง ที่ทำให้เชือกเส้นหนึ่ง มีคุณสมบัติทั้งคุ้มกันและทำลายในตัวเอง ก็ด้วยภูมิปัญญาของ บรรพชนชาวสยาม โดยแท้</p>
<p><a href="http://3.bp.blogspot.com/_GLWNm8hmGnA/SpbWzKay7aI/AAAAAAAAAzk/2FU7nQ_IVBI/s1600-h/muaychaiya.com1.jpg" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/3.bp.blogspot.com/_GLWNm8hmGnA/SpbWzKay7aI/AAAAAAAAAzk/2FU7nQ_IVBI/s1600-h/muaychaiya.com1.jpg?referer=');"><img style="text-align: center;margin: 0px auto 10px;width: 200px;height: 124px;cursor: pointer" src="http://3.bp.blogspot.com/_GLWNm8hmGnA/SpbWzKay7aI/AAAAAAAAAzk/2FU7nQ_IVBI/s200/muaychaiya.com1.jpg" border="0" alt="" /></a><br />
๔. เชือกคาดหมัด ถือเอาเป็น เครื่องราง ของขลังอย่างหนึ่ง ที่ต้องเก็บรักษาเป็นอย่างดี เมื่อ “ตีมวย” เสร็จในคราวหนึ่ง ๆ ท่านก็จะนำ เชือก ออกผึ่งแดดอ่อน<br />
ลมเย็นจนแห้งดี จึงเก็บพันเป็นก้อน จัดวางไว้ในที่อันควร โดยไม่มีการซัก,ล้าง เชือกคาดนี้ ด้วยหมายเอา คราบเลือด เศษเนื้อ ของศัตรู คู่ปรปักษ์ ที่ติดมาจากการรณยุทธ์<br />
เมื่อ นำมาตากแห้งแข็งกรังจับตัวดีแล้ว ก็จะทำให้เชือกแข็งคม เป็นอาวุธที่ไม่ผิดกติกาในการคาดเชือก แลนำมาใช้ เมื่อเข้าโรมรันพันตูในศึกครั้งต่อไปได้อีก</p>
<p>๕. ก่อนการ “ตีมวย” ทุกครั้ง กรรมการมวย จะให้นักมวยเอาหมัดคาดเชือกนั้น ถูที่ใบหน้าของตน เพี่อพิสูจน์ว่าไม่ได้มีสิ่งอื่นใดซุกซ่อนอยู่ ในการคาดเชือก<br />
คราวนั้น ๆ และยังเป็นการพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชาย ที่มีดี มิใช่คิดจะชิงดี เอาเปรียบผู้อื่น อีกทั้งยุคนั้นยังมี คาถาอาคม เครื่องราง เครื่องคาด ของขลัง ว่าน ยันต์ และอาพัด ต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้ได้ โดยไม่ผิดกติกาใด ๆ อีกมาก อันเป็นที่นิยม เป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นชายชาตินักรบ อยู่ครบครันแล้ว</p>
<p>๖. ฌัลละบางท่าน นั้นก็ไม่นิยมที่จะ คาดเชือกพันหมัด เมื่อขึ้นชก ด้วยเห็นว่าไม่ถนัด หรือหมัดเปล่า ๆ นั้นสามารถเรียก เลือดสด ๆ ได้ดีกว่า หมัดคาดเชือก ข้างฝ่ายกรรมการมวย ก็ไม่ได้ กำหนดเป็นกฎแต่ประการใด เป็นความสมัครยอมพร้อมใจของคู่ชก ตกลงกันเองเสียมากกว่า</p>
<p>เมื่อท่านผู้อ่านทราบ ถึงระเบียบวิธี คาดเชือก เป็นลำดับขั้นที่ได้กล่าวมาแล้ว รวมถึงหลายคนสงสัยใคร่รู้ กระทู้ความนี้คงตอบคำถาม คาใจ ท่านได้บ้าง แต่ผู้เขียนใคร่ขอ ตอกสลัก ปักลิ่ม ลงดานให้แน่นหนาอีกชั้นหนึ่ง ให้ท่านเชื่อด้วยข้อมูลชิ้นเล็ก ๆ ว่า แม้แต่ ครูผู้เฒ่าเก่าหลัง ท่านก็ยังกล่าวด้วยความเป็นห่วงเป็นไย ในความเชื่อ ความคิดที่บิดเบือนไป เกี่ยวกับเรื่อง คาดเชือกถักหมัด นี้ด้วยเช่นกัน ครั้งหนึ่ง ปรมาจารย์เขตร์ ศรียาภัย ท่านได้เขียนเรื่อง ปริทัศน์มวยไทย ลงไว้ในนิตยสาร ฟ้าเมืองไทย เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๑ ๔ – ๒๕๑๗ ได้กล่าวถึง หลักฐานบ้างอย่าง ที่พอจะให้อนุชนรุ่นหลังได้สืบค้น ด้นหาเคล้าลาง ในเรื่องนี้อยู่บ้าง ดังนี้</p>
<p>เมื่อคราวที่ ปรมาจารย์เขตร์ (๗๒ ปี) ท่านได้มีโอกาสเดินทางไปที่ จังหวัดนครปฐม เพื่อเข้าพบปะพูดคุยกับ ครูตู้ ไทยประเสริฐ (๗๘ ปี) ซึ่งท่านเป็นน้องชาย ของ แดง ไทยประเสริฐ (มวยโคราช) ผู้มียศเป็นถึง ท่านหมื่นชะงัดเชิงชก ( ร.๕ ) ครูตู้นั้นท่านเป็นนักมวยใน ยุคสนามมวยสวนกุหลาบ (ร.๖ ) ในการชกมวยคู่ประวัติศาสตร์ ที่ นายยัง หาญทะเล ชกกับ จี๊ฉ่าง นั้น ครูตู้ ท่านชกกับ นักมวยจีนนาม ไงใต้ฉิน เป็นคู่ถัดมา ผลท่านชนะด้วยการเตะจนคู่ต่อสู้ท่านถึงหมอบกระแต</p>
<p><a href="http://2.bp.blogspot.com/_GLWNm8hmGnA/SpbPMJndC3I/AAAAAAAAAzM/l1KPpgKGTSI/s1600-h/muayboran2.jpg" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/2.bp.blogspot.com/_GLWNm8hmGnA/SpbPMJndC3I/AAAAAAAAAzM/l1KPpgKGTSI/s1600-h/muayboran2.jpg?referer=');"><img style="margin: 0pt 0pt 10px 10px;width: 200px;float: right;height: 137px;cursor: pointer" src="http://2.bp.blogspot.com/_GLWNm8hmGnA/SpbPMJndC3I/AAAAAAAAAzM/l1KPpgKGTSI/s200/muayboran2.jpg" border="0" alt="" /></a><br />
ครั้น ท่านปรมาจารย์เขตร์ ถามถึงปัญหาที่มีผู้ลือกันหนาหูว่า เมื่อยุคนั้นได้มีการใช้ แก้วโรยเชือกคาดหมัด เช่นเดียวกับ ป่านคม (เชือกว่าว ที่เอาผงแก้วโรยให้คม)เป็นความจริงหรือไม่ ครูตู้ ไทยประเสริฐ ท่านยืนยันอย่างหนักแน่นว่า</p>
<p>“ ไม่เคยพบเห็นเรื่องอย่างนี้เลย ตลอดเวลาอันยาวนานที่ตนใช้ชีวิตเป็นนักมวย และเป็นครูมวยมา ”</p>
<p>ซึ่ง ความข้อนี้ก็เป็นเรื่องที่ ครูเขตร์ ท่านปรารภไว้เสมอ ๆ ด้วยความเป็นห่วงว่า ความเข้าใจผิดในเรื่องนี้ จะก่อความเสียหาย และส่งผลให้ภาพพจน์ของ มวยโบราณคาดเชือก ถูกมองว่า โหดร้าย ป่าเถื่อน และท่านก็ได้ อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาของท่านในเรื่องนี้มาตลอด ( ฟ้าเมือไทย ฉบับ ๒๓๘ หน้า ๑๐ )</p>
<p>นับได้ว่า บันทึกบทนี้ ทำให้ภาพประวัติศาสตร์วงการมวยไทย ถูกมองด้วยสายตาที่เป็นจริงอีกครั้ง ด้วยเหตุสำคัญว่า ครูตู้ ท่านเป็นมวยโคราช (ภาคอีสาน) มีพี่ชายเป็นถึง หมื่นชะงัดเชิงชก และ ปรมาจารย์เขตร์ ท่านเป็นมวยไชยา (ภาคใต้) และเป็นศิษย์ อาจารย์ กิมเส็ง (สุนทร ทวีสิทธิ์) มวยพระนคร (ภาคกลาง) ครูมวยผู้มีชื่อเสียง<br />
โด่งดังแห่งโรงเรียนพละศึกษากลาง ( ร.๖)</p>
<p>ประเด็นอันสำคัญคือ ครูตู้ , ครูเขตร์ ท่านทั้งสองเป็นคนในวงการมวย คลุกคลีใกล้ชิดอย่างผู้รู้จริง มีชีวิตอยู่ในยุครุ่งโรจน์ของมวยคาดเชือก จนถึงมวยไทยยุคปัจจุบัน จากรัชกาลที่ ๕ – รัชกาลที่ ๙ (ครูเขตร์ ท่านยังได้รับการยกย่องให้เป็น “ปรมาจารย์มวย” ) เท่ากับว่า ความรู้ในเรื่องมวยของท่านทั้งสองครอบคลุม สามในสี่ภาคของประเทศ และตลอดระยะเวลาร้อยกว่าปี ที่ผ่านมาท่านทั้งสองยืนยันตรงกันว่า ไม่เคยพบเห็นการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเลย กับการคาดเชือก ตลอดช่วงชีวิตของท่าน</p>
<p>ถึงตรงนี้อาจมี ท่านผู้รู้บางท่าน แย้งขึ้นว่า การโรยแก้ว คลุกทราย แม้จะไม่มีใน การชกมวยคาดเชือก หากแต่ในยามศึกสงคราม หรือการชกต่อยของชาวบ้าน อาจจะมีการทำเช่นนั้นก็เป็นได้ ข้าพเจ้าใคร่ขอให้ท่านผู้มีภูมิปัญญา ทัศนาหาเหตุผลด้วย สิ่งที่มีอยู่เถิด</p>
<p><a href="http://4.bp.blogspot.com/_GLWNm8hmGnA/SpbXNORnzmI/AAAAAAAAAzs/RaqkTK63cA0/s1600-h/muaychaiya.com2.jpg" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/4.bp.blogspot.com/_GLWNm8hmGnA/SpbXNORnzmI/AAAAAAAAAzs/RaqkTK63cA0/s1600-h/muaychaiya.com2.jpg?referer=');"><img style="text-align: center;margin: 0px auto 10px;width: 157px;height: 200px;cursor: pointer" src="http://4.bp.blogspot.com/_GLWNm8hmGnA/SpbXNORnzmI/AAAAAAAAAzs/RaqkTK63cA0/s200/muaychaiya.com2.jpg" border="0" alt="" /></a><br />
ประการแรกสุด ต้องมีเชือกคาดหมัด ซึ่งข้อนี้ไม่กังขา ด้วย ครูทอง ( ศิษย์ปรมาจารย์เขตร์ ศรียาภัย ) ครูของข้าพเจ้า ได้อบรมสั่งสอนศิษย์ เรื่องจัดเตรียมจัดหาเชือกด้ายดิบ รวมถึงสอนวิธีคาดเชือกถักหมัด ให้รู้มาบ้าง และ ครูมวยหรือท่านผู้รู้หลายท่านก็คาดเชือกกันได้</p>
<p>ประการต่อมา แก้ว ซึ่งแก้วนั้นจะมีมาแต่ยุคสมัยใดในสยามไม่ปรากฏ แต่ในสมัยอยุธยา แก้วน่าก็เป็นของมีค่ามีราคาหลายอัฐอยู่ มีใช้มีหาแต่ในรั้วในวังเป็นหลัก ชาวบ้านร้านตลาด คงยากที่จะหา แก้ว มาทุบเล่นเป็นแน่ เอาเป็นว่าถ้าเกิดมี แก้ว หรือ เปลือกหอย, กระเบื้องดินเผา ที่หาง่ายกว่าและมีในประเทศ ( บ้างว่าใช้ ทราย การคลุกด้วยทรายนั้นดูจะไม่ดีนัก เพราะแม้กาวจะจับทราย (นึกภาพกระดาษทราย ) แต่หากมีการต่อสู้ ทรายคงกระเซ็นเข้าหูเข้าตาทั้งสองผ่าย ถึงจะมีอาคมดี วิชาเหนียว ผิวกายฟันแทงไม่เข้า แต่ทวารทั้งแปด โบราณว่ายากที่จะป้องกัน เมื่อทรายเข้าตาเสียแล้ว จะชกต่อยกันได้อย่างไร คงต้อง “เปิดมือ” ไปล้างหน้าล้างตา ให้เสียเวลา เสียอรรถรส ท่านผู้ชมเป็นแน่ วิธีนี้ดูจะไม่เหมาะนัก)</p>
<p>ประการสำคัญ ต้องมีวัสดุที่ใช้ติด และกาวที่ดีที่สุดในยุคนั้นคงเป็น ชัน (ยางไม้สำหรับยาเรือ) ชันสน (ได้จากการกลั่นยางสน ) หรือไม่ก็ รัก (ยางพิษที่ได้จากไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เรียก น้ำรัก ) คุณลักษณะของ ชัน และ รัก เหล่านี้ ท่านผู้คุ้นเคยกล่าวว่าใช้เวลาเป็นหลายวันหรือเป็นอาทิตย์ จึงจะแห้งสนิทดี เอาละเป็นอันว่าได้กาวแล้ว คือ ชัน และ รัก ครั่ง (ได้จาก เพลี้ยหอย แมลงชนิดหนึ่งที่ดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืช และผลิตสารออกมาเรียก ขี้ครั่ง ) ครั่งก็ยังใช้ไม่ได้ ด้วยเหตุที่ เมื่อแห้งจะแข็งเปราะ แตกหักง่าย ยางไม้ นั้นคงเหนียวไม่พอกับการใช้ งานนี้จึงตกไป ( คงต้องตัดประเภทเหนียวแห้งเร็ว อย่าง กาวตราช้าง กาวยูฮู ที่เป็นเทคโนโลยี่ปัจจุบัน)</p>
<p>ประการสุดท้าย ขั้นตอนประกอบสิ่งที่มีอยู่แล้ว ก่อนอื่นต้อง คาดเชือกพันหมัด แต่ไม่ต้องขดก้นหอย เว้นพื้นที่บนหลังมือไว้ นำชันหรือรัก ทาลงที่หลังมือ นำ แก้ว เปลือกหอย เศษกระเบื้อง ที่ทุบละเอียด หรือจะทุบพอแตก ถ้าทุบละเอียดแล้วเอาหลังมือลงคลุก ก็นั่งรอให้แห้งสักวันครึ่ง ถ้าทุบพอแตก จะจับที่ละอัน เสียบลง<br />
กาวบนหลังมือ ยกคมขึ้นแบบหนาม หรือจะวางซ้อน ๆ แบบเกล็ดปลา แล้วก็นั่งรอกาวแห้งสักวันครึ่ง จะยังไงก็คงไม่ดีแน่ ด้วยคมแก้วย่อมมีมากกว่า สองมุม คมอีกด้านก็คงไม่พ้นหันมาทิ่มมือตัวเองเป็นแน่ ยิ่งเคยได้ยินมาว่า เอามือลงชุบยางไม้ หรือน้ำข้าวทั้งสองมือเลย ก็ยิ่งแคลงใจ คาดเชือกแบบไชยายังพอทน แต่คาดแบบโคราช คงจะน่าดู ครูทองท่านกล่าวติดตลกว่า “ กว่าจะรอให้แห้ง ใช้เวลานานแค่ไหน แล้วจะกินข้าว ล้างก้นกันอย่างไร มือจะไม่เหมือน ตีนเป็ด หรอกหรือ ”</p>
<p><a href="http://2.bp.blogspot.com/_GLWNm8hmGnA/SpbZBcfACKI/AAAAAAAAAz0/3qP_7m7zxuM/s1600-h/muaychaiya.com3.jpg" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/2.bp.blogspot.com/_GLWNm8hmGnA/SpbZBcfACKI/AAAAAAAAAz0/3qP_7m7zxuM/s1600-h/muaychaiya.com3.jpg?referer=');"><img style="text-align: center;margin: 0px auto 10px;width: 200px;height: 155px;cursor: pointer" src="http://2.bp.blogspot.com/_GLWNm8hmGnA/SpbZBcfACKI/AAAAAAAAAz0/3qP_7m7zxuM/s200/muaychaiya.com3.jpg" border="0" alt="" /></a><br />
กลโกงในการชกต่อยมวยคาดเชือก ที่พอมีบันทึกไว้&#8230; ก็เพียงว่า เมื่อคาดเชือกพันหมัดแล้ว ให้เคี้ยวข้าวเหนียว แล้วพ่นลงไปพร้อมกับน้ำ ทำทีเป็นพ่นน้ำตามธรรมดาก่อนการขึ้นชก ระหว่างที่รำมวยไหว้ครู ชั่วพอข้าวแห้ง ข้าวเหนียวก็จะจับกันแข็ง นั่นก็ยังนับว่าเป็นกลโกงอยู่ดี ไม่ใคร่ทำกันในหมู่นักมวยให้เสียเชิงชาย</p>
<p>เป็นอันสรุปว่า หากท่านผู้อ่านที่นับถือท่านใด มีข้อมูลที่เป็นหลักฐานที่เชื่อถือได้ หรือครูอาจารย์ท่านได้สอนสั่งถึงวิธีการ และรวมถึงสามารถทำได้ ถึงวิธีการนำเอา แก้ว, เปลือกหอย , ชัน, กาว, ทราย มาใช้กับเชือกพันหมัดได้ โปรดช่วยชี้แนะ หรือโต้แย้ง เพื่อให้ความกระจ่าง ให้ความรู้แก่ประชาชนในวงกว้าง ต่อไป&#8230;</p>
<p>แต่&#8230;.หากว่าไม่มี และจำนนต่อถ่อยคำของ ครูผู้เฒ่าทั้งสองท่าน ดังที่ได้บันทึกเอาไว้ ข้าพเจ้าใคร่ขอเรียกร้องให้ ท่านผู้มีปัญญา มีวิจารณญาณทุกท่าน โปรดได้ช่วยกันบอกสิ่งที่ถูกต้องต่อ ๆ ไป เพื่อให้ ลูกไทยหลานไทย คนรุ่นใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาศึกษาเรียนรู้ศิลปะวิทยาโบราณไทย ได้รับรู้ในสิ่งที่ถูกต้องว่า มวยไทยมิใช่จะป่าเถื่อน โหดร้าย อย่างที่คิด มาช่วยกันต่อลมหายใจศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของไทย ให้ยืนยาวสืบต่อไปอีกสัก ๑๐ ปี ของชีวิตท่านเถิด.
<div style='clear:both'></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.muaychaiya.com/did-ancient-muay-thai-fighters-cover-their-gloves-with-broken-glass/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติมวยไทยไชยา</title>
		<link>http://www.muaychaiya.com/what-is-muay-chaiya/</link>
		<comments>http://www.muaychaiya.com/what-is-muay-chaiya/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Dec 2009 16:53:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Terapak</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[what is muay chaiya]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไชยา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://muaychaiya.com/?p=40</guid>
		<description><![CDATA[&#8230;.มวยไทยไชยา จากหลักฐานและคำบอกเล่านั้นเริ่มต้นที่ พ่อท่านมา ไม่ มีใครทราบว่าท่านมีชื่อจริงว่าอย่างไร ทราบแต่เพียงว่าท่านเป็น ครูมวยใหญ่ จากพระนคร บ้างก็ว่าท่านเป็น ขุนศึก แม่ทัพแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวเมืองจึงเรียกเพียงว่า พ่อท่านมา ท่านได้เดินทางมาที่เมืองไชยา และได้ถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ไว้ให้แก่ชาวเมือง และศิษย์ที่ทำให้ มวยเมืองไชยา เป็นที่รู้จักมากที่สุดในยุค ร.๕ คือ พระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย) &#8230;..ปรมาจารย์ เขตร ศรียาภัย เคยกล่าวไว้ว่า ท่าย่างสามขุม ของหลวงวิศาลดรุณกร (อั้น สาริกบุตร) อาจารย์โรงเรียนสวนกุหลาบฯ พ.ศ.๒๔๖๔ (ซึ่งเป็นศิษย์เอกของ ปรมาจารย์ พระไชยโชคชกชนะ (อ้น) เจ้ากรมทนายเลือกครูมวยและครูกระบี่กระบองผู้กระเดื่องนาม ในรัชสมัย ร. ๕) และปรมาจารย์ ขุนยี่สานสรรพยากร (ครูแสงดาบ) ครูมวยและครูกระบี่กระบอง ลือชื่อ ในสมัย ร.๖ นั้นมีความกระชับรัดกุม ตรงตามแบบท่าย่างสามขุมของ ท่านมา (หลวงพ่อ) ครูมวยแห่งเมืองไชยา ท่านนับเป็นต้นสายของมวยไชยา มรดกอันล้ำค่าของคนไทย ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="in_post_ad_top_1" style="margin: 5px;padding: 0px;"></div>
<div id="attachment_42" class="wp-caption aligncenter" style="width: 174px"><a href="http://muaychaiya.com/wp-content/uploads/2009/12/page06-15.jpg" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/muaychaiya.com/wp-content/uploads/2009/12/page06-15.jpg?referer=');"><img class="size-full wp-image-42" title="Muay Chaiya lukmai 1" src="http://muaychaiya.com/wp-content/uploads/2009/12/page06-15.jpg" alt="Muay Chaiya lukmai 1" width="164" height="202" /></a>
<p class="wp-caption-text">Muay Chaiya lukmai 1</p>
</div>
<p>&#8230;.มวยไทยไชยา จากหลักฐานและคำบอกเล่านั้นเริ่มต้นที่ พ่อท่านมา ไม่ มีใครทราบว่าท่านมีชื่อจริงว่าอย่างไร ทราบแต่เพียงว่าท่านเป็น ครูมวยใหญ่ จากพระนคร บ้างก็ว่าท่านเป็น ขุนศึก แม่ทัพแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวเมืองจึงเรียกเพียงว่า พ่อท่านมา ท่านได้เดินทางมาที่เมืองไชยา และได้ถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ไว้ให้แก่ชาวเมือง และศิษย์ที่ทำให้ มวยเมืองไชยา เป็นที่รู้จักมากที่สุดในยุค ร.๕ คือ พระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย)<br />
&#8230;..ปรมาจารย์ เขตร ศรียาภัย เคยกล่าวไว้ว่า ท่าย่างสามขุม ของหลวงวิศาลดรุณกร (อั้น สาริกบุตร) อาจารย์โรงเรียนสวนกุหลาบฯ พ.ศ.๒๔๖๔ (ซึ่งเป็นศิษย์เอกของ ปรมาจารย์ พระไชยโชคชกชนะ (อ้น) เจ้ากรมทนายเลือกครูมวยและครูกระบี่กระบองผู้กระเดื่องนาม ในรัชสมัย ร. ๕) และปรมาจารย์ ขุนยี่สานสรรพยากร (ครูแสงดาบ) ครูมวยและครูกระบี่กระบอง ลือชื่อ ในสมัย ร.๖ นั้นมีความกระชับรัดกุม ตรงตามแบบท่าย่างสามขุมของ ท่านมา (หลวงพ่อ) ครูมวยแห่งเมืองไชยา ท่านนับเป็นต้นสายของมวยไชยา มรดกอันล้ำค่าของคนไทย<br />
&#8230;..สมัย ร.๕ ในงานพระเมรุ กรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ณ ท้องทุ่งพระเมรุป้อมเผด็จดัสกร กรุงเทพฯ ได้จัดให้มีการตีมวยหน้าพระที่นั่งครั้งใหญ่ เจ้าเมืองจากหัวเมือต่างๆได้จัดส่งนักมวยของตนลงแข่งขัน และได้มีนักมวยฝีมือดีอยู่ ๓ คน ที่ได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น &#8220;หมื่น&#8221; อันได้แก่<br />
๑. หมื่นมวยมีชื่อ (ปล่อง จำนงทอง) มวยไชยา<br />
&#8230;..ถนัดใช้ท่า เสือลากหาง เข้าทุ่มทับจับหักคู่ปรปักษ์<br />
๒. หมื่นมือแม่นหมัด (กลิ้ง ไม่ทราบนามสกุล) มวยลพบุรี<br />
&#8230;..ถนัดใช้หมัดตรง และหลบหลีก รุกรับ ว่องไว<br />
๓. หมื่นชะงัดเชิงชก (แดง ไทยประเสริฐ) มวยโคราช<br />
&#8230;..ถนัดใช้ท่า หมัดเหวี่ยงควาย ที่รุนแรง คว่ำปรปักษ์<br />
&#8230;..จน มีคำกล่าวผูกเป็นกลอนว่า &#8221; หมัดดีโคราช ฉลาดลพบุรี ท่าดีไชยา &#8221; จะเห็นได้ว่าผู้ที่เป็นนักมวยในสมัยนั้น ได้รับการยกย่องมาก เพราะบ้านเมืองสนับสนุน และเมืองที่มีมวยฝีมือดีก็จะได้รับการยกย่องให้เป็น &#8221; เมืองมวย &#8221; มวยไชยา นั้นเป็นที่นิยมแพร่หลาย ในเขตภาคใต้ตั้งแต่ ชุมพร หลังสวน ลงมาโดยมีเมืองไชยาเป็นศูนย์กลาง และยังมีครูมวยอีกหลายท่านที่มีชื่อเสียงมากมาย
<div style='clear:both'></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.muaychaiya.com/what-is-muay-chaiya/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

Served from: www.muaychaiya.com @ 2012-02-05 17:38:27 -->
