
..................
ดังได้เคยบอกแล้วว่า มวยไทยเป็นมงกุฏของศิลปะการต่อสู้
บรรพบุรุษนักรบของเราได้คิดค้นแก้ไขปรับปรุงวิธีการับและรุกไว้อย่างแยบคายครบทุกรูปแบบ
ทั้งหมัด เข่า ศอก ตลอดจนกระทั่งการทุ่ม
คนในโลกส่วนใหญ่รู้กันแต่ว่า ยูโดของญี่ปุ่นเป็นสุดยอดของการทุ่มก็จริงอยู่
ถ้าพูดถึงเฉพาะการต่อสู้ที่อาศัยเพียงการทุ่มอย่างเดียว และมักเหมาเอาว่านี่คือศิลปะการป้องกันตัว
เหตุที่การทุ่มไม่แพร่หลายในกลุ่มนักชกไทย ทั้งที่มีบัญญัติสอนสั่งไว้เป็นหลักในกลไม้แก้เป็นอันมาก
ก็เพราะวิชามวยไทยมีหนทางให้เลือกปฏิบัติในการเผด็จศึกเป็นอันมากมายหลากหลายวิธี
ซึ่งใช้ได้ง่ายว่องไวกำลังน้อยและรวดเร็วกว่านั่นเอง
แต่ก็ใช่ว่านักมวยไทยที่คงแก่เรียนจะทุ่มไม่เป็น ถ้าอยากจะทุ่ม
อนึ่ง ท่าทุ่มของไทยนั้น สาหัสรุนแรงถึงตายได้ทุกท่า ถ้าใช้ถูกจังหวะ
ฉะนั้น ไม่คับขันหยามหยาบกันจริงๆแล้ว ไม่มีใครอยากจะใช้กับเพื่อนร่วมชาติร่วมแผ่นดิน
เพราะมวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ที่บรรพบรุษท่านคิดค้นไว้
ไม่เพียงเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น แต่เอาไว้ป้องกันรักษาชาติ
บุคคลที่เราเคารพนับถือท่านหนึ่ง คือคุณพี่ศรีธร ศรียาภัย บุตรีของท่านอาจารย์เขตร
ได้เคยเล่าให้ฟังว่า
สมัยหนึ่ง อาจารย์ซึ่งตอนนั้นอายุประมาณ ๖๐ ปีเศษแล้ว กำลังสอนศิษย์ถึงวิธีการแก้เตะในลักษณะต่างๆ
ครั้งนั้น เพื่อนของศิษย์ซึ่งเป็นนักมวย ชกเวทีราชดำเนินมาอย่างโชกโชน
เกิดหมั่นไส้ครุมวยท่านนี้
จึงออกไปเจราจากับท่านด้วยท่าทีอวดดี ของลองเตะปรมาจารย์สักหน
ว่าดูทีรำ ครูมวยที่ว่าแน่ แกจะรอดพ้นแรงแข้งของคนหนุ่มไปได้สักเพียงใด
อาจารย์ท่านก็ใจดีตกลง ย่อตัวลงให้เตะตามถนัด
มันเตะอย่างรวดเร็วรุนแรง ชนิดถ้าถูกเข้าเต็มตีนแล้ว ลองนึกภาพเอาว่า
คนชราอายุ 60 ปี
เร็วเกินกว่าที่พี่ศรีธรหรือใครจะทันเห็นว่า คุณพ่อท่านใช้ท่าอะไร แต่เป็นการทุ่มแน่นอน
เพราะจอมเตะผู้โอหังหงายหลังลงไปหัวฟาดพื้น แต่ยังแข็งใจไว้เหลี่ยม ลุกขึ้นมาปัดฝุ่นตามเนื้อตามตัว
เดินกลับไปนั่งฟักด้วยท่าทีว่า ข้ายัวไม่เห็นเจ็บปวดอะไร แต่ก็เข็ดเขี้ยวไม่กล้าเตะท่านอีก
สักพัก พี่ศรีธรสังเกตุเห็นว่า มีเลือดไหลซึมออกมาจากช่องหู จึงรีบนำส่งโรงพยาบาลบำบัดรักษาได้ทันท่วงทีก่อนที่อาการจะลุกลามไปมากกว่านี้
แท้จริงแล้วความบาดเจ็บของชายผู้นี้ มิได้เกิดแต่ท่านอาจารย์เขตรเป็นผู้กระทำ
หากเกิดมาจากความรุนแรงร้ายกาจของตัวเขาเอง
ถ้าชายผู้นี้จะเพียงขอทดลองเตะดูด้วยความอ่อนน้อมออมตีน เยี่ยงศิษย์กับครู
อย่างเด็กกับผู้ใหญ่แล้ว ประกอบด้วยสัมมาคาราวะแล้ว เขาก็จะได้รับวิชาความรู้ไปโดยไม่เจ็บตัว
เพราะหลักวิชาการป้องกันตัวของไทยนั้น อาศัยแรงที่คู่ต่อสู้กระทำมาเป็นตัวสนองตอบ
ดังคำพระที่ว่า
ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว
อาการเขย่งตีนเตะเหวี่ยงแข้งเต็มแรง หมายก้านคอของผุ้ที่กำลังย่อขาลงมารับในระดับต่ำนั้น
เป็นความประมาทศัตรูโดยเขลา เหมือนที่ท่านอาจารย์เขตรเคยสอนศิษย์อยู่เสมอว่า
เห็นเสือหมอบอย่านึกว่าเสือกลัว
เพราะผู้ที่ย่อตัวลงมาล่อให้เตะก้านคอนั้น มีวิธีหลบตีนให้พ้นหลายวิธี
เช่น
ก้มหลบให้ตีนผ่านข้ามหัวไป หรือย่อต่ำลงไปอีก พอศรีษะพ้นหัวก็ยกมืออีกข้างมาดักไว้ไม่ให้ตีนหลุดไป
พร้อมกันนั้นก็ยืดขาขึ้นยืนตึงเต็มที่ คนเตะก็จะเสียหลักหงายหลังลง ยิ่งเตะแรงเตะสูงเท่าไรก็ยิ่งเสียศูนย์มากขึ้นเท่านั้น
จนถึงกับตีลังกาหัวฟาดพื้นได้ทีเดียว
หรือไม่ก็ใช้สันมือกดรับที่เหนือเข่าของขาที่เตะ สมมติว่าเขาเตะด้วยแข้งขวา
มาทางเหลี่ยมซ้ายของเรา เราก็ใช้สันมือขวาพลิกเหลี่ยมมากดรับ(ในกรณีที่เราจดซ้ายออก)
แต่มือซ้ายต้องปิดบ้องหูไว้แนบแขนซ้ายชิดลำตัว กันไว้อีกชั้นเผื่อหลุดหรือแรงสะบัดปลาย
เมิ่อถูกกดเหนือเข่า แข้งที่เตะมาก็จะหยุดชะงักหมดกำลังลง มือซ้ายที่กุมกกหูของเรา
ก็จงรีบพลิกอ้อมสอดลอดใต้น่อง คล้องขาแบกไว้บนไหล่ พร้อมกับสืบพุ่งไปข้างหน้า
ยืดตัวจนสุด ในจังหวะเดียวกัน มือขวาของเราจะไถลมาเกาะที่ซอกคอคนเตะ
ก็เท่ากับเป็นการกดกระดกทุ่มโดยอัตโนมัติ
วิธีการนี้ ถ้าผู้จับไม่ปล่อย แต่กลีบล้มตามไปด้วยกัน คนเตะจะอยู่ข้างล่าง
โดยคนถูกเตะจะอยู่บนเอาศอกกดที่ลิ้นปี่หรือร่องอก เอาเข่ากดที่หัวหน่าวของคนที่อยู่ล่าง
(คือคนเตะ) ท่านเรียกว่า ทุ่มทับ
เป็นท่าเดียวกันกับที่ นายปล่อง จำนงค์ทอง มวยเมืองไชยา สังกัดค่ายเจ้าคุณวจีสัตยารักษ์(ขำ
ศรียาภัย)ใช้เผด็จศึก นายผ่อง ปราบสะบก มวยเมืองโคราช หน้าพระที่นั่งสมเด็จพระพุธทเจ้าหลวง
จนได้พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นมวยมีชื่อ ประจำกรมทนายเลือก ในครั้งกระนั้น
ในท่านี้อีกเช่นกัน สามารถพลิกแพลงเบี่ยงมุมอีกนิดหน่อย จะกลายเป็นการทุ่มทับที่อันตรายร้ายกาจถึงตายทีเดียว
ใช้ได้ทั้งแก้เตะและเข่า รู้จักกันในบรรดาศิษย์ท่านอาจารย์เขตร์ว่า ท่าจูบก้น
ขุนยักษ์พานาง ก็เป็นการทุ่มอีกแบบหนึ่งของมวยไทย ไว้ใช้แก้หมัดตรง โดยผู้ถูกชกจะหลบหมัดไปวงนอก
คือด้านหลังแขนของคนชก พร้อมกับสอดหมัดลอดคล้องแขนที่ชก เบี่ยงสะโพกรับด้านหลัง
พลางกระดกทุ่มคล้ายการทุ่มของยูโด
เมื่อก่อนสมัยเด็กยังพอเคยเห็นนักมวยเวทีในยุคนั้นใช้ทุ่มกันอยู่เนือง
ๆ แต่ปัจจุบันห่างหายไปนานแล้ว
มวยปัจจุบันมีแต่ท่าไถนา ซื่งเป็นลูกไม้เกิดใหม่ไม่เกิน 10 ปี เพราะนักมวยเวลาจับแข้ง
จับรัดเข้าในอย่างที่ท่านอาจารย์เขตร์เรียกว่า ชักเสือเข้าบ้าน
เสือมันอยู่ในป่านะหนู ถ้าเราไปดึงมันเข้ามาในบ้าน มันก็จะมากัดเราน่ะซี
เท่าที่เคยเรียนมากับท่าน หากรวบคล้องขาได้ในลักษณะนี้ เราจะไปไถนาทำไมให้มันยากลำบาก
เราไม่ใช่ควาย ดันไล่ยื้อยุดกันไปรอบเวที ไม่เห็นมันจะเจ็บปวดที่ตรงไหน
ท่านบอกให้รัดน่องไว้ให้แน่น แล้วเตะขาตัวเองขึ้นฟ้าให้สุดแรง จนหงายท้องทิ้งน้ำหนักตัวลงพื้น
เท่านี้แหละลองนึกภาพเอาว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับขาที่ถูกรัดไว้
ลูกทุ่มนี้ ใช้ง่ายและเหมาะสมที่สุดกับ เข่าโดด หรือเข่าลอย เพราะคู่ต่อสู้ใส่จานบินมาให้เราเคี้ยวแล้ว
อย่ากลัวไปเลย
ถ้าเขาโยนเข่าขวาลอยมา จงเอาอุ้งมือซ้ายรับแรงไว้ หรือปัดเบนช้อนรับใต้เข่า
พร้อมกับก้าวเท้าขวาพลิกเหลี่ยมดันผลักใต้คางหรือซอกคอ คล้าย ๆ กับท่าแก้เตะ
หนุมานซึ่งกำลังเหาะทะยานขึ้นหักคอช้างเอราวัณ ก็จะมีอันเป็นต้องหงาย
ม้วนตีลังกาหลับหลัง ตกกระเด็นไปกับเศียรตรี สลบพับอยู่ที่ยุทธนา ด้วยต้องศรอินทรชิต
ฉะนั้น
คนไทยสอนลูกหลานเสมอว่า ต้องคมในฝัก ซ่อนเล็บอย่างเสือ อย่าชูหางอย่างแมงป่อง
ดังนั้น ท่าทุ่มของไทยจึงถูกซ่อนบังไว้อย่างแนบเนียนกลมกลืน หลักการทุ่มของมวยไทย
สามารถใช้ทุ่มได้แม้กระทั่งควาย
ครั้งหนึ่งอาจารย์เคยถามว่า
หนูเคยเล่นล้มควายไหม สมัยเด็ก ๆ ลุงออกไปเที่ยวท้องนากับเพื่อน ๆ แกล้งพูดอวดพวกมันว่า
กูจะลัมควายให้มึงดู ไม่มีใครเชื่อว่าจะทำได้
ลุงเข้าไปข้างหน้า จับเขาควายทั้ง 2 ข้าง บิดขย่มไปทางขวาอย่างเต็มแรง
พอรู้สึกว่าโดนกด มันจะบิดฝืนสู้เราไปทางซ้าย ลุงก็พลิกส่งกลับตามแรงมันไปทางซ้าย
ควายตัวนั้นล้มตะแคงตึงลงทางซ้าย ตกใจลุกขึ้นวื่งเตลิดหนีไป พวกเพื่อนบอกว่า
เขตร์ มึงแรงเยอะฉิบหาย
ความจริงไม่ใช่ เป็นแรงควาย มันล้มตัวมันเอง นี่คือหลักการของมวยไทย
เล็กล้มใหญ่ น้อยชนะมาก
.........................................
................................................................................................................
คัดลอกบางส่วนจากหนังสือ
มวยเมืองสยาม ขอขอบพระคุณ อาจารย์
วัลลภิศร์ ที่ กรุณาเอื้อเฟื้อ บทความ ไว้ ณ ที่นี้ด้วย
